คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ วิรวินท์ ศรีโหมด สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็น สส.มา 8 สมัย อยู่ในสมรภูมิการเมือง ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 3 ทศวรรษ ตั้งแต่ปี 2538 มีเพียงช่วงเวลาหลังการเลือกตั้ง 2566 เท่านั้น ที่เขาไม่ได้อยู่ในยุทธจักรการเมือง แต่ยังใช้ชีวิตผจญภัย เดินป่าฝั่งตะวันตก เริ่มตั้งแต่สวนผึ้ง จ.ราชบุรี จนถึงชายแดนเมียนมา ตำแหน่งสูงสุดในการเมืองคือ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันนี้ สาทิตย์ในวัยย่างเข้า 66 ปี แต่ยังแข็งแรง ออกกำลังกาย 4 วันต่อสัปดาห์ วางแผนจะไปแข่ง Hyrox ในปี 2570 แต่ยังไม่ตัดสินใจจะแข่งเดี่ยวหรือแข่งคู่ เขาบ่นเล็กน้อยว่า “ชวนเพื่อน ๆ มันไม่ค่อยมีใครทำกันแล้ว รุ่นนี้” ถามว่า ไม่ชวน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไปแข่งด้วย “โอ๊ย ไม่มีทาง …รายนั้นจะนอนดึกดูบอล ผมเลิกดูบอลตอนดึก เราอยู่คนละทีม ฟัดกันเป็นประจำ ผมลิเวอร์พูล เขานิวคาสเซิล” แต่ในบทบาทของการเมือง “สาทิตย์” เป็น “มือเก๋า” ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่อยู่ในวิปฝ่ายค้าน ในจังหวะที่รัฐบาลลากเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจออกไปเดือนธันวาคม “ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “สาทิตย์” ผ่านมุมมองของคนที่ตกผลึกทางการเมือง ในฐานะคนที่เป็นรัฐบาล 2 สมัย และฝ่ายค้านอีก 6 สมัย เคยต่อสู้ใน “ยุคทักษิณ ชินวัตร” แห่งไทยรักไทย รุ่งเรืองสุดขีด เคยร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ที่วันนั้นพรรคน้ำเงินยังเพิ่งตั้งไข่ แต่ครูใหญ่ “เนวิน ชิดชอบ” แห่งพรรคภูมิใจไทย เริ่มสร้างอาณาจักรน้ำเงิน สาทิตย์วิเคราะห์เกมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์ อ่านจุดแข็ง จุดอ่อน รัฐบาลสีน้ำเงิน ความเหมือน-ความต่าง ทักษิณ – เนวิน เขาบอกว่า เนวิน คือ ทักษิณ ที่อัพเลเวล มวยตัวเล็กที่เป็นนักสู้ แม้พรรคประชาธิปัตย์ในอดีตดูยิ่งใหญ่ แต่วันนี้เป็นพรรค 21 เสียง จะเอาอะไรไปขู่ให้รัฐบาลภูมิใจไทยกลัวในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สาทิตย์มองว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรค 21 เสียง แต่เสียงดัง… เสียงดังเหมือนอยู่เป็นร้อยตอนนี้ เราเสียงไม่พอที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยตัวของพรรคด้วยซ้ำไป เพราะตามรัฐธรรมนูญต้องการ 100 เสียง แต่ว่าโลกยุคนี้เป็นโลกยุคที่คุณต้องวอยซ์ผ่านสื่อโซเชียล หรือผ่านสื่อต่าง ๆ ซึ่งมีหลากหลายมาก “ผมว่ามันขึ้นอยู่กับประเด็นมากกว่า ตอนนี้เรากุมประเด็นบางประเด็นในการติดตามตรวจสอบรัฐบาลได้ค่อนข้างที่จะตรงจุด แล้วก็แหลมคม” “ถ้าจำกันได้ เสียงเราดังตั้งแต่เรื่องทุนเทา เรามีต้นทุนอย่างคุณกรณ์ จาติกวณิช ที่เป็นอดีต รมว.คลัง มาก่อน เกาะติดทำงานเรื่องการเงิน มีพรรคพวกเพื่อนฝูงในแวดวงค่อนข้างเยอะ คุณอภิสิทธิ์เองก็มีข้อมูลเชิงลึกเรื่องทุนเทาเยอะ คุณการดี เลียวไพโรจน์ เองก็อยู่ในแวดวงของเทคโนโลยี ทำให้เรามีข้อมูล เกาะเรื่องนี้มาตลอด” “กระทั่งเกิดวิกฤตพลังงานและน้ำมัน ซึ่งประชาธิปัตย์เคยผ่านประสบการณ์นี้มา ทำให้สามารถเสนอแนวคิดที่แหลมคมได้ แต่รัฐบาลก็ค่อนข้างที่จะดื้อก็ไม่ทำตาม ซึ่งที่สุดก็ต้องทำนั่นแหละ ค่อย ๆ ขยับ เช่น การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน” “ดังนั้นถ้าเปรียบเทียบเราในตอนนี้ผมว่าเราเป็นเหมือนนักมวยตัวเล็กที่เป็นนักสู้ เป็นพรรคที่มีประสบการณ์ สามารถใช้ประสบการณ์ในการติดตามข่าวสารข้อมูล และก็นำเสนอสู่สังคมได้ ซึ่งก็โชคดีที่เรามีต้นทุนทางสังคมที่ค่อนข้างดี” สู้กับน้ำเงิน….โคตรเหนื่อย แต่เมื่อถามถึง “แผนการชก” ของนักมวยตัวเล็กประชาธิปัตย์ วางแผนอย่างไร “สาทิตย์” ยอมรับว่าการสู้กับสีน้ำเงิน… โคตรเหนื่อย “ผมว่าการเมืองเปลี่ยนไปเยอะ การเมืองยุคคุณทักษิณว่ายากแล้วนะ การเมืองยุคน้ำเงินนี่ยากกว่า เพราะน้ำเงินเหมือนกับพัฒนาเลเวลขึ้นมาจากคุณทักษิณอีกหลายเลเวล ไม่ใช่เลเวลเดียวด้วย จริง ๆ คุณเนวินก็อยู่เบื้องหลังคุณทักษิณ แต่ว่าพอมากุมอำนาจเองทั้งหมดผมว่าคุณเนวินพัฒนาเลเวลขึ้นไปอีกเยอะ” “เราเห็นได้ชัดจากหลาย ๆ เรื่อง ที่สีน้ำเงินเขาทำการเมืองแบบเบ็ดเสร็จทุกมุมได้ ทำให้การติดตามตรวจสอบเหนื่อยมาก ผมยกตัวอย่างเช่น เรื่อง สว. ผูกพันไปถึงเรื่องของการตั้งคณะกรรมการองค์กรอิสระต่าง ๆ เช่น กกต. หรือ ป.ป.ช. เราก็เห็นได้ชัด แล้วกระบวนการตรวจสอบก็ไม่ง่ายเลย” “ในแง่ของฝ่ายบริหารก็กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และพยายามเสริมเสียงของรัฐบาลให้เข้มแข็งมากขึ้น ตอนนี้มีเกือบ 300 เสียง แถมยังมีสำรองพรรคกล้าธรรมอยู่ในมืออีก และยังคุมพรรคเพื่อไทยเอาไว้ด้วย เขาพยายามคุมสภาผู้แทนราษฎรให้เบ็ดเสร็จ” “สู้กับสีน้ำเงินนี่มันเหนื่อยจริง ๆ คือระบบ น.หนู ระบอบสีน้ำเงิน เขาเหยียบทุกมุม คุมอำนาจบริหาร สามารถที่จะไปเกาะเกี่ยวสภาสูงได้ คุณเอื้อมมือเข้าไปถึงองค์กรอิสระได้ ซึ่งอันนี้ผมว่าน่ากลัวมาก” ถามว่า สมการฝ่ายค้าน ฟ้า บวก ส้ม (พรรคประชาชน) จะขย่มน้ำเงิน – แดง – เผลอ ๆ เขียว ได้หรือไม่ “สาทิตย์”ตอบว่า ในเชิงการตรวจสอบ ในเชิงข้อมูล การนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่าง ๆ พอสู้ได้ เพียงแต่ในแง่พลังที่เป็นพลังฝ่ายบริหารที่เกาะกุมองค์กรต่าง ๆ หรือระบบราชการ อันนั้นสู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่างเดียวที่ฟ้าหรือส้มจะต้องพึ่งเลย ต้องพึ่งประชาชน ต้องพึ่งสื่อมวลชน ต้องพึ่งนักวิชาการที่เป็นกลาง อาชญากรรมย่อมมีร่องรอย ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์เคยโชว์ฟอร์มพรรคฝ่ายค้านจนนำไปสู่การเปิดโปงทุจริต อย่างเช่น โครงการรับจำนำข้าว และโครงการอื่น ๆ ครั้งนี้จะได้เห็นประชาธิปัตย์ “แผลงฤทธิ์” อีกหรือไม่ “เป็นโจทย์ที่กดดันมาก เพราะพรรคประชาธิปัตย์เคยทำหน้าที่ฝ่ายค้านสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง ในทางการเมืองให้เกิดขึ้นได้จริง เที่ยวนี้เราจะทำให้ดีที่สุดที่จะไม่ให้ด้อยกว่าเดิม เราต้องขยันค้นคว้าหาข้อมูลกันเต็มที่ และคิดว่าเราเกาะเกี่ยวไว้ได้พอสมควร ในบางเรื่องซึ่งไม่เคยนำเสนอผ่านสื่อมาก่อน และจะตอบคำถามได้ว่าทำไมใครบางคนต้องอยู่ตำแหน่ง (รัฐมนตรี) นั้น” สาทิตย์เปรียบเทียบการตรวจสอบระหว่างตรวจสอบยุคพรรคไทยรักไทย กับยุคภูมิใจไทย “ผมว่ายุคทักษิณทำง่ายกว่า เพราะตอนนั้นการกระทำความผิดต่าง ๆ มันโฉ่งฉ่าง ยุคนี้มีความแนบเนียนกว่า เนื่องจากเขากุมสภาพของฝ่ายราชการไว้ค่อนข้างเยอะ แต่อาชญากรรมย่อมมีร่องรอย เป็นเรื่องที่จะต้องเปิดโปงในตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ” แม้พรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นรัฐบาลร่วมกับพรรคภูมิใจไทย พอมองเห็น “ช่องโหว่” ของสีน้ำเงินบ้างไหม “สาทิตย์”มองว่าสถานการณ์วันนี้ไม่เหมือนกับ 15 ปีก่อน “นึกออกไหมว่าน้ำเงินเขาก็เข้มแข็งขึ้น เขาก็สะสมประสบการณ์ เราเห็นได้ชัดจากการประกอบร่างขึ้นมาเป็นพรรคเสียงข้างมาก เลเวลเขาสูงกว่าคุณทักษิณอีกคุณทักษิณก็รวบรวมบ้านใหญ่หลายที่ แต่เที่ยวนี้เขารวบรวมเป็นหลักเลย และชัดเจนว่ามีกี่เสียงถึงจะได้เก้าอี้รัฐมนตรี” “เกาะเกี่ยวกับ สว. ด้วย ไปองค์กรอิสระด้วย แล้วคุมฝ่ายราชการเขาไม่ได้ทำธรรมดานะ ดูการแต่งตั้งโยกย้าย แต่งตั้งราชการ โดยเอาคนซึ่งสัมพันธ์กับเขาไปอยู่ในตำแหน่ง รอไว้ 6 ปี 7 ปีกว่าจะเกษียณ ปูฐานอำนาจยาว โดยไม่ได้คิดเลยว่าระบบคุณธรรมในระบบราชการมันจะปั่นป่วนขนาดไหน” สาทิตย์ย้ำคำเดิมว่า “แต่อาชญากรรมย่อมมีร่องรอย เรื่องที่ผิดยังไงมันก็ผิด และเมื่อจบจากอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะไปยื่นตรวจสอบผ่านองค์กรอิสระ รวมถึงกระบวนการยุติธรรมก็จะมีด้วย” สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ลากเกมอภิปราย กลบรอยทำผิด สาทิตย์อ่านเกมที่รัฐบาลยืดเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปถึง 7-11 ธันวาคมว่า เป็นสไตล์สีน้ำเงิน สไตล์ภูมิใจไทย เพื่อเลือกช่วงเวลาที่ตัวเองได้เปรียบ “เขาก็อาจจะคิดว่าการดึงเวลาออกไปอาจจะต้องสร้างเรื่องขึ้นมากลบ แปลกใจไหม ที่จู่ ๆ มีการจัดการกับคนที่ไปแชร์โพสต์เรื่องสลิปเงิน 7 ล้าน โดยที่ไม่มีการตั้งคำถามเลยว่าแล้วต้นขั้วเช็คคนเซ็นคือใคร เล่นคนแชร์ก่อน เพราะว่าไปพันกับพรรคส้ม ไปเล่นคนแชร์อย่างคุณไอซ์ (รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน) อย่างนี้เป็นต้น แล้ว Blow Up ขึ้นมาทุกคนพูดเหมือนกันหมด นายกฯ อนุทินพูด กรวีร์ (ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล) พูด โฆษกรัฐบาลพูด เครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ของน้ำเงินก็ร่วมกันโหม รวมทั้งสื่อในสายของเขาด้วย” “จู่ ๆ มาจับ… เรื่องบุกรุกที่ทหาร ของสามีคุณบุ๋ม ปนัดดา (วงศ์ผู้ดี) ซึ่งมันก็เป็นข่าวที่แบบ… คนบุกรุกที่มันเยอะกว่านี้ แต่คุณไม่จัดการ แต่คุณไปจัดการบางราย ซึ่งผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า เอ๊ะ… หรือว่าเป็นเพราะคุณบุ๋มเป็นสื่อแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเยอะ” “เขาอาจจะคิดว่าเขาได้เปรียบ ในการที่จะสร้างเรื่องมากลบ แต่ผมกำลังตั้งข้อสังเกตว่าภายใต้เวลาที่คอยสร้างเรื่องมากลบ กำลังไปกลบร่องรอย บางเรื่องที่ตัวเองทำผิดไปด้วยหรือเปล่า เพราะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าฝ่ายค้านจะต้องอภิปรายเขาในเรื่องนั้น เรื่องนี้ เป็นต้น อย่างกรณีเรื่องฮั้ว สว. หรือกรณีโกงสอบท้องถิ่น หรือกรณีเขากระโดงอย่างเงี้ย หลายเรื่อง หรือเปล่า ซึ่งอันนี้ก็กลายเป็นงานหนักให้กับพวกเราที่จะต้องไป… ไปแกะรอยกันต่อ” จุดแข็ง-จุดอ่อนรัฐบาล “สาทิตย์” ใช้ประสบการณ์การเมือง 3 ทศวรรษ ประเมินจุดแข็ง-จุดอ่อนรัฐบาล ว่า จุดแข็ง คือ 1. เสียงในสภาแข็งแรงมาก แล้วยังมีอะไหล่สำรองพร้อมด้วย 2.ปกครองพรรคแบบเด็ดขาด ไม่มีประชาธิปไตยในพรรค ใช้ระบบการนำที่เข้มแข็ง พร้อมเลี้ยงดูปูเสื่อที่ดีมาก แล้วใครไม่ทำตามก็จะโดนการเลี้ยงดูปูเสื่อนี้กลับไปเล่นงานเอาได้ 3.กดข่มระบบราชการให้อยู่ในอำนาจได้ 4.เกาะเกี่ยวกับ สว. ล้วงมือไปผูกพันกับองค์กรอิสระ ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลเนี่ยมันดูด้อยประสิทธิภาพลง จุดอ่อน 1. คือย่ามใจ พอคุณไปสร้างทัศนคติต่อสังคมว่าบางเรื่องมันปกติ ทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องผิดจึงเกิดความย่ามใจที่จะใช้อำนาจ พอย่ามใจจึงทำให้เกิดปฏิกิริยาที่มันสวนทางกัน เช่น กรณีเรื่องน้ำมัน พอมีข่าวเรื่องการกักตุนน้ำมัน ก็ไม่มีการไปจัดการไอ้โม่ง จนทำให้ฝ่ายที่เชียร์สีน้ำเงินก็สวนกลับ 2.พอคิดว่าคุมทุกฝ่ายอยู่หมัด จะไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาทวงถามความถูกต้อง หรือมาตรวจสอบเขา แต่เขาลืมไปว่าทุกสังคมต้องมีผู้กล้าที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ ชี้ให้เห็นความผิดถูก น้อยที่สุดคือฝ่ายค้าน 3.ไปกระตุกพลังภาคประชาสังคม เช่น จะยุบหน่วยงาน สสส. จะไปยุบ Thai PBS ก็กระตุ้นพลังภาคประชาสังคมให้ลุกขึ้นมาคัดง้างเขา ทำให้ประชาคมภาควิชาการบางส่วนก็ลุกขึ้นมาคัดค้านด้วย “สังคมไทยที่คุณคิดว่าคุณคุมเบ็ดเสร็จหมดแล้ว คุณก็คิดผิด แต่ว่าในช่วงที่มีอำนาจมันลืมตัว มันย่ามใจ” ฉีกหน้ากากรักชาติ ในยุคพรรคไทยรักไทย “ทักษิณ” ก็เคย “ย่ามใจ” มาก่อน คิดว่าน้ำเงินจะย่ามใจ และพังแบบไทยรักไทยไหม สาทิตย์มองว่า ประวัติศาสตร์ก็มีการซ้ำรอยเสมอ แต่ในกรณีนี้ยังมองไม่เห็นจุดจบของน้ำเงินนะ ตอนนี้เขากำลังรุ่งโรจน์มาก พีก แต่ภายใต้ความพีกมันมีความเปราะบาง ก็คือความรู้สึกของคนที่ให้กับน้ำเงินมาจากการโฆษณาชวนเชื่อตอนหาเสียง ใส่หน้ากากความรักชาติ ไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้ต้องฉีกหน้ากากความรักชาติ ภายใต้หน้ากากรักชาติคุณก็เบียดบังสมบัติชาติ” “ส่วนถามว่าจะจบแบบคุณทักษิณ หรือว่าโฉ่งฉ่างจนกระทั่งย่ามใจ จนกระทั่งเกิดเหตุแบบคุณทักษิณหรือไม่ ผมว่าอาจจะมีความต่างกัน เงื่อนไขหนึ่งคือมวลชน ในยุคคุณทักษิณเป็นยุคที่การเมืองภาคประชาชนมันเข้มแข็งมาก มันมีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คุณทักษิณสร้างเสื้อแดงขึ้นมา แล้วตอนนิรโทษกรรมก็เกิด กปปส. ขึ้น” “แต่เงื่อนไขที่จะเกิดพลังของประชาชนในยุคนี้ยังไม่เห็นบริบทในลักษณะแบบนั้น ดูเงียบ ๆ ตรงนี้อาจจะมีความต่างอยู่บ้าง แต่ความเปราะบางจะเกี่ยวพันกับอำนาจในสังคมไทยอีกหลายส่วน ซึ่งถ้าคุณเกินขอบเขตบางอย่าง ก็อาจจะทำให้คนซึ่งเขาช่วยกันดูแลสังคมนี้อาจจะเกิดมีความรู้สึกไม่ไว้วางใจได้” 9 เดือน เหมือน 9 ปี กลับมาที่การคัมแบ็กของพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านมา 9 เดือน จากอดีตพรรคการเมืองที่เคยมี 150 เสียงขึ้นไป กลับเข้าสู่สมรภูมิการเมือง ภายใต้การนำของหัวหน้าพรรค “อภิสิทธิ์” อีกครั้ง แต่วันนี้มีเพียงแค่ 21 เสียง “สาทิตย์” ยอมรับว่าเหนื่อย 9 เดือนเหมือน 9 ปี “โอ้โห 9 เดือนเหมือน 9 ปีเลย เพราะว่ามีความรู้สึกว่าภารกิจเรายิ่งใหญ่มากที่จะคิดฟื้นฟูพรรค เพราะมีความรู้สึกว่าภารกิจมันเยอะมาก กระแสความนิยมหรือจำนวน สส. ดรอปลง ในช่วง 2 สมัยเลือกตั้งที่ผ่านมา ปี’62 เราได้อยู่ 50 กว่าคน พอมาปี’66 เราก็ดรอปลง” “พรรคเองก็เจอวิกฤตความเชื่อมั่นจากตัวผู้สนับสนุนเราเอง จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารพรรค คุณอภิสิทธิ์ก็กลับเข้ามา ซึ่งก็ชักชวนกันมา ผมก็มารับงานด้านของยุทธศาสตร์พรรค และเรื่องของงานภาคประชาสังคม “งานก็เยอะ เพราะในทางหนึ่งคืองานสภา จากแต่ก่อน สส. เป็นร้อยเหลือ 21 คน แต่เราก็คิดว่าเราจะทำบทบาทในสภาของเราในฐานะฝ่ายค้านให้ดีที่สุด ทั้งในแง่ของการเตรียมข้อมูล ทั้งในแง่ของการติดตามเรื่องราวในสภา ทั้งเรื่องการติดตามตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล ก็เป็นงานที่หนักมาก” สาทิตย์ย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ไม่ได้หวังถึงขั้น “น็อกรัฐบาล”แต่เป็นการชกเพื่อเก็บคะแนน “ไม่ได้คาดคิดถึงการน็อกโดยทันที แต่จะชกเก็บคะแนน ซึ่งเพราะการชกเก็บคะแนน เป็นการเปิดจุดอ่อนของนักมวยตัวใหญ่ ซึ่งอาจจะย่ามใจไม่จำเป็นต้องซ้อมเยอะ เพราะตัวเองคิดว่าได้เปรียบหมดแล้ว เพราะฉะนั้น นักมวยที่ได้เปรียบอยู่แล้ว อาจจะแพ้เพราะตัวเองก็ได้ พอถึงจุดหนึ่งก็ไปไม่ได้ก็ต้องพังพินาศไปกับเวที จะเป็น “จุดพลิก” ของพรรคประชาธิปัตย์เลยไหม… “ผมคิดว่าพูดเช่นนั้นก็ได้ เพราะเราก็เตรียมการมาค่อนข้างดี ความกดดันก็เยอะ แต่เราคิดว่ามันเป็นจังหวะที่สำคัญสำหรับการทำหน้าที่ของพรรค ต้องยอมรับว่าในช่วงระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมาผมเรียกว่าโรคอุดมการณ์เพี้ยน ทำให้การทำหน้าที่ในสภาของเราหายไป ทำให้ความเชื่อมั่นของคนต่อพรรคลดลง ก็มีความรู้สึกว่าพรรคไปซูเอี๋ยกับผู้มีอำนาจ ซึ่งต่อไปนี้มันไม่ใช่ เราจะต้องเอาความเป็นประชาธิปัตย์ดั้งเดิมที่เราเคยทำหน้าที่ของเราอย่างเข้มแข็ง เป็นตัวแทนของประชาชนในสภากลับมา” อ่านข่าวต้นฉบับ: สาทิตย์ เปิดจุดอ่อน-จุดแข็งรัฐบาล ระบอบน้ำเงิน สู้ยากกว่า ‘ระบอบทักษิณ’
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ วิรวินท์ ศรีโหมด สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็






Comments