อังคณา ยื่นค้านสำนักนายกฯ ขอฎีกาคดี IO จี้ยุติการคุกคาม-เร่งเยียวยา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน องค์กรโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล (PI) รายงานว่า วันนี้ เวลา 10.00 น. ณ ศาลแพ่ง (รัชดา) นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกสุฒิสภา ในฐานะโจทก์ที่1 พร้อมด้วยนายสัญญา เอียดจงดี ทนายความ และเจ้าหน้าที่องค์กรโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล (PI) เดินทางเข้ายื่นคำคัดค้านคำร้องขออนุญาตฎีกาของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1ในคดีประวัติศาสตร์ฟ้องหน่วยงานรัฐทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ขณะที่ อัญชนา หีมมิหน๊ะ โจทก์ที่2ติดภารกิจได้มอบหมายให้ทนายความเข้ายื่นหนังสือแทน การเข้ายื่นคัดค้านในวันนี้ สืบเนื่องจากกรณีที่สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแล กอ.รมน. ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและขอทุเลาการบังคับคดีในคดีประวัติศาสตร์ที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐกรณีทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เผยแพร่ข้อความด้อยค่าและให้ร้ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนผ่านเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com โดยการยื่นฎีกาของจำเลยในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อล้มล้างคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่สั่งให้รัฐชดใช้ค่าเสียหายและลบโพสต์หมิ่นประมาท เปิดรายละเอียดคำร้องฎีกาของรัฐ และการคัดค้านของโจทก์ ในคำร้องและคำฟ้องฎีกาของจำเลยที่ 1 (สำนักนายกรัฐมนตรี) ได้ยกเหตุผลเพื่อขอฎีกาในหลายประเด็น โดยอ้างว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีละเมิดหมิ่นประมาททั่วไป แต่เป็นปัญหาความมั่นคง ซึ่งหากศาลบังคับให้รัฐชดใช้ค่าเสียหาย จะเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือของ กอ.รมน. กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และอาจส่งผลให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้มีความรุนแรงยิ่งขึ้นจนนำไปสู่การเรียกร้องการปกครองตนเอง นอกจากนี้ จำเลยยังพยายามลดทอนความน่าเชื่อถือของการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ โดยระบุว่า พยานปากสำคัญของโจทก์ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ไม่มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลหรือหลักฐานเส้นทางการเงิน (นิติวิทยาศาสตร์ทางบัญชี) มาพิสูจน์การเชื่อมโยงงบประมาณรัฐกับเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com รวมถึงกล่าวหาว่าพยานมีอคติและมักแสดงความเห็นใจกลุ่มผู้ก่อความสงบ ทั้งที่จำเลยมิได้ตั้งคำถามต่อพยานในการนำสืบในศาลชั้นต้น หรือแสดงเหตุผลและหลักฐานในชั้นอุทธรณ์ อีกทั้งจำเลยยังอ้างว่า กอ.รมน. ไม่สามารถลบข้อความได้เนื่องจากไม่ใช่เจ้าของเว็บไซต์ ทั้งนี้โจทก์ทั้งสองได้จัดทำร่างคำคัดค้านอย่างรัดกุมเพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่า คำร้องของสำนักนายกฯ ไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ เพื่อขยายความคดีละเมิดสิทธิส่วนบุคคลให้กลายเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาหลักฐานอย่างละเอียดแล้วว่า กระบวนการในการทำปฏิบัติการข่าวมีการทำงานอย่างเป็นระบบผ่านเว็บไซต์แฝดและเว็บท่าที่เชื่อมโยงกับอีเมลของหน่วยงานรัฐ การที่รัฐต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายจึงไม่ได้กระทบต่อความมั่นคง ในทางกลับกัน คำตัดสินของศาลอุทธรณ์ได้สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนใต้ได้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมสามารถเป็นที่พึ่งและคุ้มครองสิทธิประชาชนได้จริง ซัดข้ออ้างฎีกาของสำนักนายกฯในฐานะผู้กำกับดูแล กอ.รมน. สุดเลยเถิด จี้นายกฯ ยุติคดีไอโอ คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อังคณา นีละไพจิตร โจทก์ที่ 1 กล่าวถึงการมายื่นคัดค้านในวันนี้ว่า การที่ กอ.รมน. อ้างว่าหากต้องชดใช้ความเสียหายจะทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น และนำไปสู่การเรียกร้องในการปกครองตนเองของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เป็นการกล่าวอ้างที่เกินเลยมากเกินไป คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้รัฐรับผิดชอบต่อความเสียหายของประชาชนต่างหาก ที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมสามารถเป็นที่พึ่ง และให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง ที่ผ่านมาคดีลักษณะนี้แม้ผู้เสียหายจะไปแจ้งความ แต่การสืบสวนสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมักล่าช้าต่างจากกรณีเมื่อผู้มีอำนาจถูกคุกคามด้วยข้อมูลเท็จ จึงเหมือนเป็นการเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมาย จนทำให้ผู้เสียหายต้องรับภาระในการฟ้องคดีเอง หาพยานหลักฐานเอง ในคดีนี้เรามีพยายามหาพยานหลักฐานมากที่สุด มีความเชื่อมโยงชัดเจน มีการตั้งคำถามในสภา รวมถึงมีข้อมูลว่ากระทั่งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ก็เคยลบแอคเคาท์ไอโอนับร้อยบัญชี เพราะมีข้อมูลว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพ จึงอยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รับผิดชอบ กอ.รมน. ให้ถอนคำจอฎีกา เพื่อให้คดีสิ้นสุด เพื่อให้ผู้เสียหายเข้าถึงการชดใช้เยียวยา และการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้ผู้เสียหาย เราไม่ได้ฟ้องคดีอาญา ไม่ได้ต้องการให้ใครติดคุก เพียงแต่ขอให้ยุติการกระทำ ลบโพสต์ และคืนความยุติธรรมให้เท่านั้น คดีนี้ถือว่าเป็นคดีที่ผู้เสียหายสามารถหาพยานหลักฐานได้มากที่สุดเพื่อฟ้องคดี หากคดีที่มีหลักฐานชัดเจนขนาดนี้ยังไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาได้ ประชาชนธรรมดาทั่วไปจะเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างไร อัด กอ.รมน. อ้างความมั่นคงปัดความรับผิดชอบ ชี้ตรรกะน่าตกใจ “ไม่มีประชาชนเป็นเหยื่อในความคิด” ขณะที่อัญชนา หีมมิหน๊ะ โจทก์ที่ 2 กล่าวเสริมถึงเนื้อหาในคำร้องขอฎีกาของจำเลยว่า โดยปกติในคดีแพ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถือว่าเป็นอันสิ้นสุดแล้ว แต่ก็ยังมีความพยายามของ กอ.รมน. ในการปฏิเสธความรับผิดชอบ การยื่นฎีกาของ กอ.รมน. เมื่อได้อ่านถ้อยคำแล้วสตนค่อนข้างตกใจต่อมุมมองของ กอ.รมน. มาก ทั้งในการพยายามด้อยค่าพยาน และการอ้างความมั่นคงของชาติโดยปราศจากการรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง และไม่มีคำว่าประชาชนที่เป็นเหยื่อจากการกระทำของ กอ.รมน. อยู่ในความคิดของเขาเลยในมุมมองของเหยื่อที่ยังถูกกระทำอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน การที่รัฐยอมรับผิดและแสดงความรับผิดชอบ จะเป็นการเยียวยาและช่วยให้ผู้เสียหายหลุดพ้นจากการทรมานทางด้านจิตใจ ทนายความ ชี้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไม่ใช่ปัญหาความมั่นคง ศาลฎีกาไม่ควรรับพิจารณา ขณะที่สัญญา เอียดจงดี ทนายความของโจทก์ทั้งสอง กล่าวว่าขั้นตอนในวันนี้เป็นการคัดค้านคำร้องขออนุญาตฎีกาของสำนักนายกฯ ซึ่งเหตุผลที่จำเลยฎีกาสำคัญเลยคือมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความมั่นคง เป็นประโยชน์สาธารณะ และโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของคุณรอมฎอน ปันจอร์ ซึ่งเป็นพยานปากสำคัญที่พิสูจน์ได้ว่าเว็บไซต์ Pulony เกี่ยวข้องกับ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า มีการจัดทำเป็นขั้นเป็นตอน ใช้งบประมาณ บุคลากร และทรัพยากรรัฐมาดิสเครดิตนักเคลื่อนไหวในสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางเรามองว่าประเด็นนี้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไม่ใช่ประเด็นความมั่นคงที่ศาลฎีกาควรรับไว้วินิจฉัย จึงมายื่นคัดค้านเพื่อให้คดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ และขอฝากถึงกองทัพบกว่า ปัญหาการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล อย่าเอาความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือแปลความว่าเมื่อศาลตัดสินว่ามีการด้อยค่านักสิทธิฯ แล้วจะนำไปสู่การปกครองตนเองหรือการแบ่งแยกดินแดนตามที่ปรากฏในเอกสาร โพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จี้รัฐแสดงความรับผิดชอบ หยุดเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิ สุธีรา เปงอิน เจ้าหน้าที่องค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (Protection International) กล่าวเน้นย้ำถึงจุดยืนในคดีนี้ว่ รัฐมีหน้าที่เคารพ คุ้มครอง และเยียวยาสิทธิมนุษยชน กรณีเว็บไซต์ Pulony เผยแพร่เนื้อหาละเมิดสิทธิและสร้างความเสียหายต่อ 2 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ เป็นเรื่องที่รัฐไม่ควรเพิกเฉย โดยเฉพาะเมื่อสำนักนายกรัฐมนตรีมีการติดตามตรวจสอบเว็บไซต์ดังกล่าว แต่กลับไม่มีการดำเนินการเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิหรือยุติผลกระทบ เราหวังว่าศาลจะพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงหลักความรับผิดของรัฐและพันธกรณีตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รัฐต้องมีความรับผิดชอบ การละเมิดสิทธิต้องไม่เกิดขึ้นโดยปราศจากการตรวจสอบ คืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหายอย่างรวดเร็ว เพราะความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว และรัฐต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้ำกับนักปกป้องสิทธิฯ คนอื่นๆ อีกในอนาคต ย้อนรอยคดีประวัติศาสตร์ คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อโจทก์ทั้งสองคือ อังคณา นีละไพจิตร และอัญชนา หีมมิหน๊ะ ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรีและกองทัพบก จากกรณีถูกโจมตีและด้อยค่าผ่านเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ซึ่งกระทบต่อความปลอดภัยและละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษา “กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น” ชี้ว่ารัฐกระทำละเมิดจริง สั่งให้ กอ.รมน. ลบข้อความอันเป็นการละเมิดทั้งหมดภายใน 7 วัน และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางอังคณา 120,000 บาท และนางสาวอัญชนา 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย คดีนี้นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงบทบาทของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ และเป็นบททดสอบสำคัญว่า ผู้เสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิโดยกลไกรัฐ จะสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด
อังคณา ยื่นค้านสำนักนายกฯ ขอฎีกาคดี IO จี้ยุติการคุกคาม-เร่งเยียวยา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน องค์กรโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั






Comments