ธปท. ชี้ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ เปลี่ยนขั้วอำนาจสภาสูง-สภาล่าง ตลาดตอบรับทันที น้ำมันร่วง 9% คาดสงครามจบเร็ว หุ้นพุ่งรับสัญญาญบวก จับตาทิศทางนโยบายทรัมป์กระทบเศรษฐกิจโลก-ไทย พร้อมประเมินเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะ K-shaped ธปท. เดินหน้าดูแลเสถียรภาพพร้อมประคับประคองเศรษฐกิจให้ฟื้น นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน THE FUTURE OF THAI FINANCE: TRUST, TRANSPARENCY & GROWTH อนาคตการเงินไทย โปร่งใส เชื่อมั่น และเติบโต จัดโดย THE STANDARD ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกโดยในเศรษฐกิจมหภาคมีความผันผวนมาก และต้องใช้คำว่า Shock-prone World คือการที่โลกเผชิญกับแรงกระแทกหรือวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่บ่อยขึ้นและถี่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่ผ่านมาจะเกิดขึ้นในรอบ 8 หรือ 10 ปีจำนวน 1 ครั้ง แต่ในช่วง 5 ปีหลัง เกิดขึ้นในทุก 1-2 ปี ตั้งแต่การเกิดสงครามรัสเซียและยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อสูงขึ้น ต่อมาสงครามการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังไม่จบ และล่าสุดในปีนี้ 2569 มีสงครามในอิหร่าน กลายเป็นโกลบอลช็อกกระทบต่อทุกคน ซึ่งทุกอย่างต่างมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งเป็นความผันผวนที่ทุกคนต้องมีความยืดหยุ่น (Resilience) เพื่อรองรับแรงกระแทก สำหรับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ โดยก่อนหน้านี้พรรครีพับลิกันภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยครองเสียงข้างมากในสภา ทำให้มีอำนาจในการดำเนินนโยบายค่อนข้างเต็มที่ แต่การเลือกตั้งรอบนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยมีการเปลี่ยนแปลงเสียงข้างมากทั้งในสภาสูงและสภาล่าง ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งตลาดตอบสนองต่อผลการเลือกตั้งอย่างรวดเร็ว เมื่อวานนี้ราคาน้ำมันปรับลดลงประมาณ 9% เพราะตลาดคาดการณ์ว่าสงครามน่าจะยุติลงได้เร็วขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นในช่วงแรกหลายคนคาดว่าหุ้นจะปรับตัวลดลง แต่ปรากฏว่าหุ้นกลับปรับขึ้น เพราะโดยหลักแล้วที่ผ่านมา เมื่อพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภา ขณะที่พรรครีพับลิกันมีประธานาธิบดี ตลาดหุ้นมักจะไม่ได้ปรับตัวดีนัก แต่รอบนี้กลับตรงกันข้าม ซึ่งตลาดมองว่าความผันผวนและปัญหาต่าง ๆ อาจได้รับการแก้ไขและคลี่คลายได้ ส่วนหุ้นกลุ่ม Hyper-scalers ปรับตัวขึ้นค่อนข้างมาก เพราะตลาดมองว่าการลงทุนด้าน Data Center อาจทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้การเลเวอรเรจ (Leverage) การกู้ยืมเงินเพื่อลงทุนลดลง สำหรับเรื่องเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้วย ทั้งค่าเงิน นโยบายด้านราคาน้ำมัน และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนมีผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก นายวิทัย กล่าวต่อว่า เมื่อมาประเมินที่เศรษฐกิจของประเทศไทย ภาพรวมถือว่าค่อนข้างดี โดยปีนี้เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) น่าจะเติบโตประมาณ 2.4% ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมผลจากการที่รัฐบาลปรับวิธีการคำนวณดัชนี MPI (Manufacturing Production Index) หรือดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม โดยนำอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาคำนวณ ซึ่งเป็นการปรับปรุงที่ถูกต้อง แต่การนำ MPI มาปรับในการคำนวณจีดีพี โดยสำนักงานสภาพัฒน์ฯ ต้องติดตามดูว่าจะมีวิธีการปรับอย่างไร เพราะอาจส่งผลบวกต่อจีดีพีประมาณ 0.1-0.5% ขึ้นอยู่กับวิธีการปรับฐาน แต่หากยังไม่รวมผลจากการปรับดังกล่าว เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตประมาณ 2.4% เงินเฟ้อประมาณ 2.1% ซึ่งกลับมาอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3% ส่วนการส่งออกน่าจะเติบโตได้ถึง 22% โดยได้รับแรงหนุนจากสินค้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเอไอ (AI) ทั้งนี้การบริโภคเติบโตประมาณ 2% กว่า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งช่วยประคับประคองเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.4% จากการเติบโต 2.4% ในปีนี้ แต่แรงสนับสนุนดังกล่าวเป็นมาตรการชั่วคราว เมื่อหมดมาตรการแล้ว ในช่วงต้นปี 2570 เศรษฐกิจอาจกลับไปอยู่ในลักษณะตกท้องช้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป นอกจากนี้ประเทศไทยเข้าไปอยู่ในวัฏจักรของเอไอ (AI Cycle) ได้ค่อนข้างดี ทำให้การเติบโตและการลงทุนได้รับแรงสนับสนุนอย่างมาก โดยการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะเติบโตประมาณ 13% ซึ่งสูงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา มาจากแรงหนุนของกระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่สามารถผลักดันการลงทุนในส่วนนี้ได้ค่อนข้างดี แต่ปัญหาสำคัญคือ ทำอย่างไรให้ประโยชน์จากการลงทุนจำนวนมากเหล่านี้กระจายไปสู่สังคมในวงกว้าง และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงทำอย่างไรให้การลงทุนดังกล่าวไม่สร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบ K-shaped มากเกินไป นอกจากนี้การส่งออกสินค้าเกี่ยวกับ AI เติบโตประมาณ 50% ขณะที่การส่งออกสินค้าอื่น ๆ ก็เติบโตต่ำกว่า 10% ถือเป็นภาพที่ดี แต่ธุรกิจขนาดใหญ่มีผลประกอบการและกำไรที่ดีมาก ส่วนเอสเอ็มอียังมีปัญหา เพราะไม่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ได้ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นในรอบนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนรายได้น้อยมากกว่าคนรายได้สูง เพราะค่าใช้จ่ายด้านพลังงานคิดเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ของคนจน ส่วนคนที่มีรายได้สูงจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ปัญหาเศรษฐกิจแบบ K-shaped จึงเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในหลายมิติ นายวิทัย กล่าวถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบ K-shaped เป็นเรื่องที่ ธปท. ให้ความสำคัญ และได้ปรับแนวทางการดำเนินนโยบาย ซึ่งไม่ได้ดูแลเฉพาะเรื่องเสถียรภาพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูแลเสถียรภาพควบคู่กับการประคับประคองให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาในระดับที่เหมาะสมด้วย เนื่องจากเพราะเศรษฐกิจที่เติบโตประมาณ 2% ถือว่าต่ำเกินไป รายได้ที่เติบโตในระดับดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนมีรายได้สอดคล้องกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น หากประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ก็อาจนำไปสู่ปัญหาด้านเสถียรภาพในท้ายที่สุด ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมา ธปท. จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง และเข้ามาใช้มาตรการทางการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างแบบเฉพาะจุด โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ได้ออกมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปแล้ว 18 โครงการ โดยได้แถลงผลการดำเนินงานครบ 1 ปีไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และต่อจากนี้ไป ธปท. จะมีแผนออกนโยบายต่อเนื่อง และจะมีมาตรการเพิ่มเติมอีก 5 โครงการ รวมเป็น 23 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะออกได้ครบภายใน 3 เดือนข้างหน้า อ่านข่าวต้นฉบับ: แบงก์ชาติ เกาะติดผลกระทบ “ทรัมป์” แพ้เลือกตั้ง เอฟเฟกต์ “ค่าเงิน-ราคาน้ำมัน-การค้า”
ธปท. ชี้ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ เปลี่ยนขั้วอำนาจสภาสูง-สภาล่าง ตลาดตอบรับทันที น้ำมันร่วง 9% คาดสงครามจบเร็ว หุ้นพุ่งรับสัญญาญ







Comments