‘อีอีซี‘ รับสภาพไฮสปีด 3 สนามบินส่อล่ม หลัง ’ซี.พี.’ ยื่นขอสิ้นสุดสัญญา เหตุแบงก์เมินปล่อยกู้ เล็งปรับแผนรื้อทำใหม่-ลดความเร็วเชื่อมระยองเพื่อความคุ้มทุน ย้ำต้องมีระบบรางเชื่อมจาก กทม.ไปถึงสนามบินอู่ตะเภา พร้อมจัดระเบียบรางรับแหลมฉบังเฟส 3 นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือบอร์ดอีอีซี ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานวันนี้ยังไม่ได้มีการหารือในเรื่องของรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เตรียมนำประเด็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เข้าสู่การพิจารณาในการประชุมรอบถัดไปช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะยุติเรื่องได้หรือไม่ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ภายใต้กฎหมายของ EEC จึงต้องนำรายละเอียดกลับมาพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้เกิดความชัดเจนและความรับผิดชอบทางกฎหมาย นายจุฬากล่าวว่า จากการพิจารณาในทางปฏิบัติตัวโครงการเดิมมีแนวโน้มไปต่อได้ยากมาก เนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนไปจากเดิมมาก และผลการศึกษาทางการเงินพบว่าโครงการไม่คุ้มทุน (Feasibility) ทำให้สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อกู้ยืม ซึ่งแม้ว่าสำนักงานอัยการสูงสุดจะตรวจพิจารณาร่างสัญญาและระบุว่าสามารถแก้ไขสัญญาได้ตามกฎหมาย แต่หากสถาบันการเงินยังไม่ปล่อยกู้ การแก้ไขสัญญาก็ไม่สามารถช่วยให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้อยู่ดี ทั้งนี้ ในปัจจุบันทางกลุ่มเอกชนคู่สัญญา (ซี.พี.) ได้มีหนังสือแจ้งขอสิ้นสุดสัญญามายังการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) แล้ว แต่ ร.ฟ.ท. ยังไม่ได้รับรองว่าการใช้สิทธิดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาที่ถูกต้องหรือไม่ เรื่องจึงเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทและเจรจาขอยุติสัญญาตามขั้นตอน ขณะเดียวกัน ร.ฟ.ท. จำเป็นต้องเร่งฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อติดตามหนี้สินค้างชำระค่าใช้สิทธิรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) ที่มีมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องอายุความ “ในทางนิตินัยขณะนี้สัญญาสัมปทาน PPP ยังไม่ถือว่าสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ทุกฝ่ายยังต้องปฏิบัติตามสัญญา เปรียบเสมือนสถานะที่ยังไม่ได้หย่าขาดจากกัน หากจะไปหาคนใหม่ก็กลัวว่าจะถูกมองว่านอกใจ หากจะยุติสัญญาอย่างเป็นทางการ จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย EEC และเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน แต่หากตกลงกันไม่ได้ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ซึ่งหากมีความเสียหายเกิดขึ้นต่อรัฐอย่างชัดเจน ภาครัฐก็มีสิทธิบังคับยึดหลักประกันสัญญาที่วางไว้ได้” อย่างไรก็ดี นายจุฬายืนยันว่า พื้นที่ EEC ยังจำเป็นต้องมีระบบรถไฟเชื่อมโยงจากกรุงเทพฯ ไปจนถึงสนามบินอู่ตะเภาและจังหวัดระยองอย่างแน่นอน แต่เมื่อสัญญาเดิมสิ้นสุดลง จะต้องพิจารณาทางเลือกโครงการใหม่ว่า รัฐจะเป็นผู้ลงทุนเอง หรือจัดทำเป็น PPP รูปแบบใหม่ ที่ดึงดูดและเอื้อให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนได้จริง รวมถึงอาจปรับเปลี่ยนรูปแบบทางเทคนิค เช่น ลดระดับความเร็วลงจาก 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหลือ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นระบบรถไฟฟ้าที่มีโครงข่ายเชื่อมต่อไปถึงจังหวัดระยอง ซึ่งอาจมีความคุ้มค่าด้านงบประมาณและตอบโจทย์การเติบโตของพื้นที่ EEC ได้ดีกว่าการให้บริการเฉพาะผู้โดยสารสนามบินเพียงอย่างเดียว นายจุฬายังได้กล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการระบบคมนาคมเพื่อรองรับการเปิดให้บริการของ โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในอีกประมาณ 4 ปีข้างหน้า โดยจะส่งผลให้ปริมาณตู้สินค้าเพิ่มขึ้นถึง 70% จากปัจจุบัน 11 ล้านตู้ต่อปี เป็น 18 ล้านตู้ต่อปี ซึ่งต้องมีระบบรางรองรับการขยายตัวของท่าเรือ อย่างไรก็ตาม โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 นั้นยอมรับว่ายังมีประเด็นอุปสรรคที่ต้องทยอยแก้ไขหลายจุด ซึ่งต้องวางแผนแก้ไขปัญหาไปทีละขั้นตอนเพื่อขับเคลื่อนโครงการให้สำเร็จตามเป้าหมายต่อไป การขยายตัวดังกล่าวจะทำให้แนวเส้นทางรถไฟจากชุมทางฉะเชิงเทรามายังสถานี ICD ลาดกระบัง และต่อไปยังแหลมฉบัง มีความหนาแน่นสูงมาก จึงจำเป็นต้องจัดระเบียบการเดินรถ โดยเสนอให้ขบวนรถไฟขนส่งสินค้าใช้แนวเส้นทางเดิม ส่วนขบวนรถไฟโดยสารหรือรถไฟฟ้าควรแยกไปใช้อีกแนวเส้นทางหนึ่ง เพื่อตัดปัญหาความล่าช้าจากการรอสับหลีก อ่านข่าวต้นฉบับ: CP ขอสิ้นสุดสัญญา ‘อีอีซี’ รับสภาพไฮสปีด 3 สนามบินส่อล่ม

QUOTE · 引述
‘อีอีซี‘ รับสภาพไฮสปีด 3 สนามบินส่อล่ม หลัง ’ซี.พี.’ ยื่นขอสิ้นสุดสัญญา เหตุแบงก์เมินปล่อยกู้ เล็งปรับแผนรื้อทำใหม่-ลดคว