KKP จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงปี 2570 ฉุดเศรษฐกิจ เอไอที่ต้องเกิดลงทุนระยะยาว ความเสี่ยงราคาน้ำมันเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ย้ำธุรกิจ-คนไทยอย่าประมาท เตรียมพร้อมให้มาก เร่งบริหารความเสี่ยงให้รอด ส่วนไทยเครดิต ชี้กลุ่มเปราะปางแบกรับต้นทุนทุกอย่าง ปรับขึ้นราคาสินค้าได้ยาก เร่งปรับเกณฑ์ให้สินเชื่อใหม่ นำประวัติ Transaction การรับ-จ่ายเงินของร้านค้าผ่านแอปพลิเคชั่นร่วมวิเคราะห์กระแสเงินสด ทำให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในเวทีเสวนา THE FINANCIAL FORTRESS ถอดรหัสเสถียรภาพการเงินไทย ในวันที่โลกผันผวน ภายในงาน DECODING THAILAND 2027 เปิดเกมรุก ปลุกเศรษฐกิจไทย โดย TODAY Bizview ว่า ภาพรวมภูมิคุ้มกันทางการเงินของภาคครัวเรือนและเศรษฐกิจไทยบางลงเรื่อย ๆ จากการเผชิญวิกฤตหลายรอบ โดยในปี 2551 อัตราหนี้ครัวเรือนในประเทศอยู่ที่ประมาณ 30-40% แต่ปัจจุบันสูงขึ้นมาก ทำให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสร้างหนี้กู้เงินเพิ่มได้ยากขึ้น ภาพเศรษฐกิจจึงอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “K-Shaped Economy” โดยกลุ่ม K ขาบนมีการขยายตัวสูงกับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI และภาคส่งออกที่เติบโตสูงถึง 18% ส่วน K ขาล่าง จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและร้านค้าตลาดย่อยที่ขายของยากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไปและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทั้ง 1.การเข้ามาของเทคโนโลยี AI ที่เป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ส่งผลต่อเนื่องกับเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียที่มีการเติบโตสูง ทั้งสิงคโปร์ ขยายตัว 5% มาเลเซีย 6% และเวียดนาม 8% แต่ไทยเติบโตมากกว่า 2% ทั้งที่ส่งออกสินค้าเกี่ยวกับ AI จำนวนสูงติดอันดับสี่ของโลก ดังนั้นจึงต้องเตรียมคนไทยและนำ AI มาประยุกต์ใช้และสร้างประโยชน์อย่างไรในฐานะผู้ใช้ 2.ความเสี่ยงราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ โดยผลจากราคาน้ำมันที่เคยทรงตัวระดับสูง ไปถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้กองทุนน้ำมันไทยติดลบแสนล้าน กระทบต่อเงินเฟ้อจนธนาคารกลางทั่วโลกอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งแทนการลดดอกเบี้ย และ 3.อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องรัดเข็มขัด และสร้างภาระแก่ประชาชน เช่น อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านในสหรัฐ เพิ่มจาก 2-3% ไปถึง 7% “AI ไม่ได้มาแทนคนทั้งหมด แต่คนใช้ AI เป็น จะมาแทนคนที่ใช้ AI ไม่เป็น แรงงานจึงต้องตื่นตัว (Vigilant) และพัฒนาทักษะตนเองอยู่เสมอ” สำหรับคำแนะนำสำหรับภาคประชาชนและภาคธุรกิจในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง จะมุ่งตรวจสุขภาพทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ และพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ พร้อมมุ่งปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ควรเน้น 3 ด้านทั้งการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ การเพิ่มคุณภาพสินค้าและบริการ พร้อมทั้งหาโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ “ประเด็นสำคัญสุด เราต้องดูสถานการณ์ แล้วก็ประเมินจริง ๆ ว่าสถานการณ์ทั้งรายได้ รายจ่ายเราเป็นอย่างไร แล้วก็อย่าชะล่าใจ เพราะว่ายิ่งความไม่แน่นอนเยอะ เราต้องเตรียมตัวให้เยอะ แล้วก็ต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อีกฝั่งหนึ่งคือต้องหาจุดที่เราจะพัฒนาตัวเองขึ้นไปให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทักษะ เรื่องของโอกาสการทำธุรกิจ แล้วก็ความสามารถในการทำรายได้ การสร้างรายได้ และประเมินฝั่งรายได้และฝั่งรายจ่ายให้ดี” อย่างไรก็ตาม ภาพรวมในปี 2570 ที่คาดการณ์ได้ยาก เนื่องจากความไม่แน่นอนมีหลายด้าน ทั้งสถานการณ์สงครามที่อาจมีความยืดเยื้อ แต่หวังให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และเป็นผลดีต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินปรับลดลง แต่ราคาน้ำมันจะเป็นปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น พร้อมขอให้กระแสการลงทุนใน AI ดำเนินต่อไป เพื่อทำให้เศรษฐกิจ K ขนบน เป็นแรงกระตุ้นศรษฐกิจไทยโดยรวมให้ฟื้น เนื่องจากในปัจจุบันผลประโยชน์ยังกระจายไปไม่ถึงเศรษฐกิจฐานรากเท่าที่ควรเนื่องจากการพึ่งพาการนำเข้าสูง พร้อมต้องติดตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมดั้งเดิมทั้งยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเอสเอ็มอี ทางด้าน “รตินันทน์ วงศ์วัชรานนท์” ผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ธนาคารไทยเครดิต กล่าวว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อย ที่ต้องแบกรับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่ส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายไม่ได้ ทำให้รายได้และสภาพคล่องลดลง รวมถึงการเข้าถึงสินเชื่อในระบบธนาคารทำได้ยากขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินส่วนใหญ่เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยกู้แก่กลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ ธนาคารยังคงเดินหน้าปล่อยกู้แก่กลุ่มรายย่อยเพื่อความยั่งยืน พร้อมมุ่งส่งเสริมความรู้ในการบริหารจัดการ เพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงได้ดำเนินโครงการปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งลดดอกเบี้ยและขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้แก่กลุ่มลูกค้าที่เริ่มมีสัญญาณปัญหาสภาพคล่อง รวมถึงนำเทคโนโลยีมาใช้ ทั้งพนักงานและลูกค้า โดยใช้เทคโนโลยีคัดกรองวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น เพื่อให้พนักงานแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้ตรงจุด พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการใหม่ จากการนำประวัติ Transaction การรับ-จ่ายเงินของร้านค้าผ่านแอปพลิเคชั่นมาวิเคราะห์กระแสเงินสด เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการพิจารณาสินเชื่อได้ง่ายขึ้น “ภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ไม่สดใส กลุ่ม K ขาล่าง พ่อค้าแม่ค้า รายย่อยกระทบมาก ไม่ใช่ทุกร้าน ทุกบริษัทส่งผ่านราคาไปยังลูกค้าได้ รายย่อยรายได้หดตัว ส่งผลต่อสภาพคล่องแย่ลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ การเข้าถึงสินเชื่อไม่ง่าย ธนาคารรัดเข็มขัด ธนาคารไม่ปล่อยกู้ การแข่งขันเทคโนโลยีรุนแรง แต่ธนาคารไทยเครดิตยังปล่อยกู้อยู่ แม้เศรษฐกิจผันผวนแต่ผู้ประกอบรายย่อย ภาพรวมสินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารยังขยายตัวบวกอยู่ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้” อย่างไรก็ตาม คำแนะนำและการปรับตัวของผู้ประกอบการรายย่อย ต้องมุ่งรักษากระแสเงินสด (Cash Flow) คือหัวใจสำคัญที่สุด โดยต้องมุ่งรักษากระแสเงินสดให้อยู่รอดได้นานที่สุดในทุกวิกฤต พร้อมต้องเรียนรู้และปรับตัว ทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้และการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความยั่งยืน ที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎใหม่ในโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่อง ให้รีบปรึกษาธนาคารทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) อ่านข่าวต้นฉบับ: จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงปี’70 ธุรกิจต้องเตรียมตั้งรับ
KKP จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงปี 2570 ฉุดเศรษฐกิจ เอไอที่ต้องเกิดลงทุนระยะยาว ความเสี่ยงราคาน้ำมันเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น







Comments