แอมเนสตี้ เรียกร้อง ไทยยุติแผนการบังคับส่งกลับชายชาวอุยกูร์ 2 คน ไปยังประเทศจีน ‘เผย’ ทางการไทยบังคับเนรเทศอุยกูร์กลับจีน 40 คน ไปเยี่ยมพบ 10 คน อีก 30 คนไม่ทราบที่อยู่ ‘อ้าง’ ชาย 2 คนถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ ทางการไทยไม่ยอมให้พบ กสม.ภาคประชาสังคม จากรายงานว่ามีการนำตัว ชายชาวอุยกูร์ 2 คน เข้าควบคุมตัวไว้ในสถานกักตัวคนต่างด้าวในประเทศไทย โดยมีความเสี่ยงที่พวกเขาจะถูกบังคับส่งตัวกลับไปประเทศจีน เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ทางการไทยต้องยุติแผนการใดๆ ที่จะบังคับส่งกลับชายชาวอุยกูร์ทั้ง 2 คนไปยังประเทศจีนทันที เนื่องจากมีความเสี่ยงที่พวกเขาจะต้องเผชิญกับการทรมาน การควบคุมตัวโดยพลการ และการบังคับให้สูญหาย ประเทศไทยต้องไม่ดำเนินการซ้ำกับปีที่แล้วที่มีการบังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คนไปเผชิญกับอันตรายในประเทศจีน ซึ่งถือเป็นการเนรเทศอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย “ชายทั้ง 2 คนหลบหนีมาจากการประหาร แต่กลับต้องถูกกักตัวอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ได้รวบรวมข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่ามีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติต่อชาวอุยกูร์ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมในเขตซินเจียงของประเทศจีน การส่งพวกเขากลับไปย่อมทำให้มีเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นเหตุที่ทำให้พวกเขาหลบหนีมาตั้งแต่แรก” แอกเนส ลามาร์ด กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ชายทั้ง 2 คนได้แจ้งกับทนายความว่า พวกเขากลัวว่าจะได้รับอันตรายถึงชีวิต หากถูกส่งกลับไปจีน และไม่ยินยอมที่จะถูกส่งตัวกลับไป ดังนั้น ทางการไทยต้องอนุญาตให้พวกเขาสามารถเข้าถึงทนายความที่ตนเลือกได้ และร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศในการแสวงหาประเทศที่อย่างสามเร่งด่วน เพื่อส่งตัวพวกเขาและชาวอุยกูร์คนอื่นๆ ที่ยังถูกกักตัวอยู่ในประเทศไทยไปอย่างปลอดภัยและเป็นไปโดยสมัครใจ “ไม่ว่าทางการจีนจะให้คำมั่นสัญญาทางการทูตมากเพียงใด ไม่สามารถเป็นใบอนุญาตให้ประเทศไทยละเลยพันธกรณีที่จะไม่ส่งกลับบุคคลที่มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงว่าจะต้องเผชิญกับการทรมาน หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอื่นๆ ชายทั้ง 2 คนควรได้รับการปล่อยตัว และได้รับโอกาสให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและเป็นอิสระ หลังจากต้องถูกกักตัวมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี” รายงานว่าชายทั้งสองคนเป็นส่วนหนึ่งของชาวอุยกูร์ 5 คนที่ยังคงอยู่ในประเทศไทย และพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของชาวอุยกูร์กว่า 300 คนซึ่งถูกทางการไทยควบคุมตัวโดยไม่มีข้อหาเมื่อวันที่ 13 มี.ค.57 หลังหลบหนีมาจากการประหัตประหาร และการเลือกปฏิบัติในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน รายงานว่าวันที่ 21 ต.ค.69 ชายทั้ง 2 คนจาก 5 คนได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ และถูกส่งตัวไปยังสถานกักตัวคนต่างด้าวที่กรุงเทพฯ นับแต่นั้นมา ทางการไทยได้ปฏิเสธไม่ให้ชายทั้งสองคนเข้าพบทนายความของตน ทั้งยังปิดกั้นไม่ให้พวกเขาได้พบกับหน่วยงานภาคประชาสังคม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชายทั้งสองคนถูกกักตัวกว่า 12 ปีในไทย โดยในเดือนมิถุนายน 2558 ประเทศไทยอนุญาตให้ผู้หญิงและเด็ก 173 คนจากกลุ่มคนดังกล่าว เดินทางไปตุรกีได้ แต่ได้เนรเทศพวกเขาอย่างน้อย 109 คนอย่างมิชอบด้วยกฎหมายไปยังประเทศจีน เอกสารที่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้รับมาว่า ในวันที่ 7 ม.ค.68 สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ส่งจดหมายถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทย เพื่อร้องขอให้มี “การส่งตัว” ชายชาวอุยกูร์ 45 คนที่ยังคงอยู่ในประเทศกลับไปประเทศจีน ในเดือน ก.พ.68 ประเทศไทยได้บังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คน โดยเป็นการละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วน 5 คนที่เหลือต้องใช้โทษจำคุกในเรือนจำของไทย เนื่องจากความผิดฐานพยายามหลบหนีจากสถานกักตัวคนต่างด้าว หลังการเนรเทศครั้งนั้น ทางการไทยได้ส่งคณะไปเยือนซินเจียง 2 ครั้งในเดือนก.พ.และมี.ค.68 ตามคำเชิญของประเทศจีน และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นใจทางการทูต องค์กรพัฒนาเอกชนที่ติดตามกรณีนี้ รายงานข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่ไทยได้พบกับผู้ที่ถูกเนรเทศกลับไปเพียงไม่ถึง 10 คน และจากนั้นมาก็ไม่มีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมว่า พวกเขาทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัยหรือไม่ ทำให้ไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับถิ่นที่อยู่และสวัสดิภาพของพวกเขา ก่อนหน้านี้ แอมเนสตี้ฯ เรียกร้องรัฐบาลทั้งสองประเทศให้เปิดเผยถิ่นที่อยู่ของชายทั้ง 40 คน “แอมเนสตี้ฯต่อต้านการให้คำมั่นสัญญาทางการทูต ใดๆ ซึ่งเป็นการอ้างว่าบุคคลที่ถูกส่งกลับจะไม่ตกเป็นเหยื่อของการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ เนื่องจากเป็นการละเมิดต่อหลักการห้ามทรมานอันเป็นข้อห้ามสากลภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และคำมั่นดังกล่าวถือว่าไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันอันน่าเชื่อถือได้ ประเทศไทยมีพันธกรณีตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และหลักการไม่ส่งกลับตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งห้ามไม่ให้รัฐส่งกลับหรือเคลื่อนย้ายบุคคลไปยังดินแดนใดๆ ที่มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงว่าจะต้องเผชิญกับการประหัตประหาร หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 66 ห้ามมิให้มีการเนรเทศบุคคลกรณีที่มีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นอาจต้องเผชิญกับการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี หรือการบังคับให้สูญหาย” รายงานว่าแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้เผยแพร่ รายงานในปี 64 ซึ่งแสดงข้อมูลการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในรูปแบบของการคุมขัง การทรมาน และการประหัตประหารที่กระทำต่อชาวอุยกูร์ ชาวคาซัค และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมในซินเจียง แม้จะมีข้อค้นพบขององค์การสหประชาชาติที่คล้ายคลึงกันในรายงานการประเมินผลเมื่อเดือนส.ค.65 “ประเทศจีนก็ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ ไม่มีการเยียวยาต่อการละเมิดตามที่รายงานในข้อมูล หรือไม่มีการสอบสวน และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลยังคงปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์ทั้งภายในและภายนอกพรมแดนของตน ยังคงเผยแพร่เอกสารที่ให้ข้อมูลในทางตรงกันข้าม เพื่อปฏิเสธว่าไม่มีการปฏิบัติมิชอบ และยังคงใช้นโยบายที่เลือกปฏิบัติและบังคับให้กลืนกลายทางวัฒนธรรม”
แอมเนสตี้ เรียกร้อง ไทยยุติแผนการบังคับส่งกลับชายชาวอุยกูร์ 2 คน ไปยังประเทศจีน ‘เผย’ ทางการไทยบังคับเนรเทศอ






Comments