‘โสภณ’ ฉะ ‘ฝ่ายค้าน’ ใช้วาทกรรมดิสเครดิตกล่าวหาเป็นขี้ข้ารัฐบาล ฟาดพูดเอาหล่อ ใส่ร้ายป้ายสี ทำสภาตกต่ำ เตือนอย่าคิดว่าดีอยู่ฝ่ายเดียว ท้า หากเห็นว่าผิดรธน.ก็ร้องมา ลั่นล้ำเส้นหลายครั้งแล้ว ขู่ครั้งนี้อาจเจอกันในศาล เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีถูกวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ประธานสภา ที่มุ่งช่วยเหลือฝ่ายรัฐบาลว่า ตั้งแต่รับตำแหน่งเห็นการวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านในแง่ลบมาตลอด เข้าใจว่าเป็นบทบาท แต่ข้อกล่าวหาแทบไม่มีข้อเท็จจริง เป็นการใช้วาทกรรมต่างๆ เพื่อดิสเครดิตการทำงานของตนในการบริหารงานของสภา เป็นการทำการเมืองด้วยวาทกรรมเพื่อความสะใจ อย่างเรื่องการกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ชี้แจงไปหลายครั้งแล้วว่า ฝ่ายค้านเป็นฝ่ายที่เจรจาไม่ลงตัว ก่อนจะขึ้นมาพบตน ทั้งที่วันนั้นตนมีภารกิจสำคัญต้องไปดำเนินการ แต่ตนเห็นความสำคัญของฝ่ายค้าน เมื่อฝ่ายค้านต้องการเจรจากับตนแล้ว วันนั้นมากันครบทุกคน และขอร้องให้ตนเป็นตัวกลางเจรจากับรัฐบาล โดยเสนอว่าการอภิปราย 4 วัน ไม่จำเป็นต้องเป็นสัปดาห์ถัดไป จะเป็นวันใดก็ได้ในเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม ตนจึงบอกว่า หากฝ่ายค้านถอยตามเงื่อนไขดังกล่าว ตนจะช่วยไปเจรจาให้ นายโสภณกล่าวต่อว่า จากนั้นฝ่ายค้านขอให้ตนทำหนังสือประสานไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตนก็ดำเนินการตามข้อตกลงที่พูดคุยกันไว้ โดยกำหนดเวลาอภิปรายตั้งแต่ 09.00-00.00 น. รวม 4 วัน และวันสุดท้ายให้อภิปรายก่อนเที่ยงคืน ก่อนลงมติในวันถัดไป สิ่งที่ตนบอกว่าผิดหวังและรู้สึกตลกคือ วันนั้นฝ่ายค้านขอบคุณและชื่นชมตนที่ใช้บารมีประธานสภาเข้ามาช่วยประสานเพื่อให้สภามีศักดิ์ศรี แต่หากตนเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาลจริง ก็สามารถบรรจุวาระในวันที่รัฐบาลพร้อมได้ทันที ฝ่ายค้านจะอภิปรายหรือไม่ ก็ไม่เป็นอะไร เพราะเมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติแล้วก็หมายความว่าพร้อมทันที เนื่องจากปัญหาสำคัญคือการถอนญัตติและปรับเปลี่ยนวันเวลาเป็นเรื่องยาก ฝ่ายค้านจึงเสนอให้ไปอภิปรายช่วงต้นเดือนธันวาคม แต่วันนี้กลับมาพูดว่า ตนยื้อเวลา และรับใช้ฝ่ายบริหาร เพียงเรื่องนี้ก็ตลกแล้ว “ผมเสียใจที่การตกลงกันในระดับผู้ใหญ่ กลับถูกนำไปพูดอีกแบบ ซึ่งไม่ถูกต้องและทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้ยาก จึงอยากให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน เพราะผมหวังดีและต้องการรักษาภาพลักษณ์ของสภาในสายตาประชาชน สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผมในวันนี้ ยิ่งทำให้ผิดหวัง เพราะมีการใช้ถ้อยคำว่า ผมเป็นขี้ข้ารัฐบาล ทำให้สภาตกต่ำ จำเป็นต้องเล่นการเมืองกันด้วยถ้อยคำเช่นนี้เลยหรือ เป็นการใช้วาจาเพื่อความสะใจอย่างเดียวหรือไม่“ นายโสภณกล่าว นายโสภณกล่าวต่อว่า กรณีที่เกิดขึ้นมาจากการร้องเรียนว่า การทำงานของกรรมาธิการ (กมธ.) ซ้ำซ้อน ทำให้ข้าราชการต้องทำงานหนัก เนื่องจากมี กมธ.ทั้งหมด 35 คณะ และยังมีการตั้งอนุ กมธ.อีกจำนวนมาก ตนเห็นปัญหานี้มาตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรี และต้องการให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญยังมีผู้ร้องเรียนว่าประธาน กมธ.ใช้อำนาจไม่เป็นไปตามข้อบังคับ จึงต้องเรียกประชุมหารือ โดยเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรปฏิบัติตามข้อบังคับ ซึ่งการจะนำเรื่องใดมาพิจารณาต้องสอบถามในที่ประชุมก่อนว่า สัปดาห์ถัดไปจะเชิญใคร หรือจะนำเรื่องใดเข้าสู่การพิจารณา เมื่อมีการถกเถียงกันไปมาตนจึงสรุปว่า เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นให้ปฏิบัติตามข้อบังคับ ก็ขอให้ฝ่ายกฎหมายของสภาไปตรวจสอบแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และเกิดความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่างๆ จากนั้นฝ่ายปฏิบัติ จึงได้จัดทำร่างระเบียบเสนอให้ตนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และตนก็เห็นชอบตามที่เลขาธิการสภาเสนอมา “แต่วันนี้กลับมีการกล่าวหาว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการปิดปากและปิดกั้นการตรวจสอบ ทั้งที่หากต้องการปิดปากฝ่ายค้านจริง แต่ฝ่ายค้านก็ไม่ได้เป็นประธาน กมธ.ทุกคณะ และในสภาฝ่ายค้านจะเอาอะไรมาชนะ หากต้องใช้มติเป็นตัวตัดสิน จึงย้ำว่าประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่มติเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การหารือด้วย” นายโสภณกล่าว นายโสภณกล่าวอีกว่า วันนี้มีข่าวที่ตนรับไม่ได้ เพราะตนเคยบอกแล้วว่า หากทำผิดก็มีช่องทางดำเนินการ หากทำผิดกฎหมายก็ร้องเรียนต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากทำผิดจริยธรรมก็ร้องตามกระบวนการจริยธรรม เช่นเดียวกับ ส.ส.คนใดทำผิดก็ต้องเข้าสู่ช่องทางดังกล่าว เพราะเราปกครองด้วยระบบนิติรัฐ ใช้ระเบียบและกฎหมายเป็นกรอบบังคับการปฏิบัติงานของทุกฝ่าย เรื่องนี้น่าเสียดายที่มีการพูดเอาดี พูดเอาหล่อเกินเหตุ จนทำให้สภาเสียหาย เมื่อถามว่า มีการเปรียบเทียบว่าการทำงานของสภายุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่เป็นเช่นนี้ นายโสภณกล่าวว่า ตนก็อยากให้สภาอยู่ในสายตาประชาชน แต่ต้องถามกลับว่าเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นนั้น ใครเป็นผู้สร้างเหตุให้เกิดความวุ่นวาย เพราะไม่เคารพกติกาหรือไม่ และเป็นฝ่ายใดที่ไม่เคารพกติกา นายโสภณกล่าวต่อว่า หากกล่าวหาว่าตนไม่เคารพกติกา ก็มีช่องทางดำเนินการกับตนได้ ขณะเดียวกันในฐานะประธานสภา เมื่อมีผู้ไม่เคารพกติกา ตนก็ต้องออกกติกา ส่วนใครจะฝ่าฝืนก็มีช่องทางดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน เรื่องนี้ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ฉะนั้น จึงอยากให้แยกระหว่างวาทกรรมที่ใช้หาแสงกับการกระทำที่เป็นข้อเท็จจริง โดยสื่อมวลชนถือเป็นเครื่องมือสำคัญว่าจะเลือกนำเสนอข้อเท็จจริง หรือเลือกนำเสนอความสะใจจากความไม่ชอบส่วนตัว ”หากผมทำผิดก็มีช่องทางดำเนินการ แต่อย่ามาด่าหรือกล่าวหากันด้วยถ้อยคำเช่นนี้ หากมีการกล่าวหาในลักษณะดังกล่าว ผมก็มีช่องทางดำเนินการเช่นกัน ใครทำผิดจริยธรรมก็ต้องเข้าสู่กระบวนการจริยธรรม หากเป็นความผิดจริยธรรมไม่ร้ายแรง ก็เข้าสู่กระบวนการในสภา แต่หากเป็นความผิดร้ายแรงก็เข้าสู่กระบวนการของ ป.ป.ช.เท่านั้น“ นายโสภณกล่าว นายโสภณกล่าวต่อว่า วันนี้ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตและต้องผลักดันบ้านเมืองให้เดินหน้า แต่กลับมีความพยายามเติมฟืนเติมไฟ สร้างสังคมแห่งความเกลียดชัง แทนที่จะสร้างสังคมแห่งความสงบสุข บางครั้งนำคำพูดที่ไม่เป็นความจริงไปเผยแพร่ ตัดประเด็นเพียงบางส่วน แล้วนำไปกล่าวหาผู้อื่น ซึ่งในชีวิตตนไม่เคยทำ และเป็นคนตรงไปตรงมา “ผมผิดหวังกับการทำงานของฝ่ายค้านที่ใช้วาทกรรม ใส่ร้ายป้ายสี และกล่าวหาโดยไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าตนเป็นขี้ข้ารัฐบาล อยากถามว่าเป็นขี้ข้าตรงไหน ถือเป็นคำกล่าวหาที่รุนแรงเกินไป” นายโสภณกล่าว เมื่อถามว่า จะสร้างความเข้าใจให้ประชาชนที่อาจเข้าใจผิดจากการรับฟังข้อมูลของฝ่ายค้านอย่างไร นายโสภณกล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ที่สื่อมวลชน ซึ่งแต่ละสื่อก็เลือกข้างกันแล้วและอยู่ที่การพิสูจน์ ซึ่งวันนั้นฝ่ายค้านเป็นฝ่ายมาขอให้ตนไปต่อรอง และเมื่อตนช่วยต่อรองให้ กลับกล่าวหาว่ารับใช้รัฐบาล ยื้อการอภิปราย และใช้วิชามาร ทั้งที่ตนไม่เคยคิดจะใช้วิชามารเพื่อขัดขวางการอภิปรายเลย แต่เมื่อฝ่ายค้านตกลงกันไม่ได้ แต่ตนอุตส่าห์นำข้อตกลงจากการเจรจาไปหารือกับฝ่ายบริหารแล้ว ส่วนสื่อจะนำเสนออย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการเลือกข้าง ชอบฝ่ายไหนก็เชียร์ฝ่ายนั้น แต่ตนไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ เพราะสิ่งที่สนใจคือประชาชน “ผมผิดหวังมานานแล้ว และถูกด้อยค่าจากคำพูดของฝ่ายค้านมาโดยตลอด โดยมีคำพูดของฝ่ายค้านคนหนึ่งที่ผมเก็บเป็นความลับ หลังถูกกล่าวหาด้วยถ้อยคำรุนแรงต่อหน้าต่อตา หากนำมาพูดก็จะเกิดความเสียหายอย่างมาก จึงอยากเตือนว่าอย่าดูถูกคนอื่น อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง ถูกต้อง และดีอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่คนอื่นเป็นคนไม่ดีทั้งหมด” นายโสภณกล่าว นายโสภณกล่าวต่อว่า การจะเป็นคนดีหรือไม่ดี ไม่ได้ตัดสินกันด้วยคำพูด แต่ต้องดูที่การกระทำ ตนพร้อมให้พิสูจน์การทำงานว่ารักบ้านเมือง รักประชาชน และรักประเทศชาติอย่างไร ตนทำงานมาจนถึงวันนี้โดยไม่มีคดีความ ผ่านการทำงานในกระทรวงใหญ่ๆ มาแล้วก็ไม่มีคดีความ ส่วนสื่อจะนำเสนออย่างไรตนไม่ได้ใส่ใจ เพราะเป็นเรื่องปกติที่คนรักก็ว่าดี คนไม่ชอบก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากมีการกล่าวหาในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ตนก็จะดำเนินการตามช่องทางกฎหมาย ยืนยันว่าไม่ใช่นักค้าความหรือคนที่ชอบขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ครั้งนี้ไม่แน่ เมื่อถามว่า จะฝากอะไรถึงรัฐบาลและฝ่ายค้านหรือไม่เนื่องจากประเทศกำลังมีปัญหามากมาย นายโสภณกล่าวว่า ไม่ฝากอะไร ต่างคนต่างทำหน้าที่ ฝ่ายค้านหรือฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ตามที่กฎหมายเขียนไว้ ก็ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและกฎหมาย ใครปฏิบัตินอกเหนือจากหน้าที่ที่กำหนดไว้ก็ถือว่าผิด และมีช่องทางดำเนินการตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่นำเวทีสภามาสร้างความเกลียดชังให้กับเยาวชน หรือบิดเบือนจนทำให้เมื่อพูดถึงการเมืองมีแต่คำหยาบคาย เหยียดหยาม และเสียดสี ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ และถ้อยคำเหล่านี้ไม่สามารถสร้างน้ำหนักให้ประชาชนเชื่อถือได้ เมื่อถามถึง กรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าอาจมีการยื่นร้องเรียนเพราะผิดรัฐธรรมนูญนั้น นายโสภณกล่าวว่า หากตนทำผิดรัฐธรรมนูญก็ร้องเรียนมาได้เลย หากทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการ ไม่ใช่พูดเอาหล่อ ถึงเวลาเอาจริงกันเสียที เพราะฝ่ายค้านล้ำเส้นตนมาหลายครั้งแล้ว แม้แต่ในสภาตนก็เคยพูดว่าอย่ามาบังคับตน หากเห็นว่าตนทำผิดก็สามารถดำเนินการได้เลย นายโสภณกล่าวต่อว่า ส่วนการทำหน้าที่ประธานสภานั้น ตนเคยชี้แจงในสภาแล้วถึงข้อกล่าวหาว่าตนไม่เป็นกลาง ซึ่งตนยืนยันว่าตนไม่สามารถเอนเอียงไปทางฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา หรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ เพราะหากพูดหรือทำสิ่งใดให้ถูกใจฝ่ายหนึ่ง ก็ย่อมทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจเช่นกัน

QUOTE · 引述
‘โสภณ’ ฉะ ‘ฝ่ายค้าน’ ใช้วาทกรรมดิสเครดิตกล่าวหาเป็นขี้ข้ารัฐบาล ฟาดพูดเอาหล่อ ใส่ร้ายป้ายสี ทำสภาตกต่ำ เตือนอย่าคิดว่าดี