รศ.ยุทธพร เผยพิจารณาคดีใหญ่ 3-4 เรื่อง 4 คดีของทักษิณ ยันชัด กรณีกระแสข่าวดีลนิรโทษกรรมแลกโหวตศึกซักฟอกเป็นข่าวลือข่าวปล่อย ไร้ข้อเท็จจริง เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะอนุกรรมการ (ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์) ออกมาเปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง นาน 1 ชม. ว่า สำหรับการประชุมวันนี้เป็นในเรื่องของการหารือกรอบใหญ่สำหรับการพิจารณาเรื่องตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 โดยเฉพาะมาตรา 3 มาตรา 7 มาตรา 8 ทั้งสิ่งที่เป็นหลักการ ข้อยกเว้น และกระบวนการที่ต้องดำเนินการ ซึ่งก็เป็นการหยิบยกมาหารือในหลายคดี พบว่าบางคดีศาลก็มีคำวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นเพียงแค่การให้ผู้ร้องได้มารับทราบในภายหลัง หรือบางคดีหากจะมีการยุติคดีในระบบ ก็ต้องส่งหน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการ ซึ่งก็ไม่ใช่กรณีการต้องวินิจฉัยอะไร อย่างไรก็ตาม ก็มีบางกรณีที่จะต้องสรุปเรื่องและส่งต่อไปยังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ พบว่าภาพรวมของคำร้องที่ถูกนำเข้ามาพิจารณากลั่นกรองในวันนี้ มีประมาณ 3-4 เรื่องใหญ่ๆ รองศาสตราจารย์ยุทธพรเปิดเผยอีกว่า ซึ่งในการพิจารณากลั่นกรองคำร้องในวันนี้ ตนยืนยันได้ว่าไม่มีคำร้องขอนิรโทษกรรมในส่วนของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาหารือที่ประชุมในวันนี้ ส่วนจะมีวาระเรื่องของนายทักษิณ เข้าสู่ที่ประชุมของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องเมื่อใดนั้น ตนเองก็ยังไม่ทราบเช่นเดียวกัน เพราะจะเป็นการประสานงานจากฝ่ายเลขานุการ ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องไปรวบรวมข้อเท็จจริง เอกสาร หลักฐาน สรุปความเห็นเบื้องต้นในฐานะฝ่ายเลขาฯ ก่อนเสนอคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข คาดว่าจะต้องไปดำเนินการอีกระยะหนึ่ง รองศาสตราจารย์ยุทธพรเปิดเผยอีกว่า ส่วนจะมีจำนวนทั้งหมดกี่รายอย่างไรในการพิจารณาหลังจากนี้นั้น ตอนนี้ก็ยังไม่มีการแจ้งเข้ามา เพราะอย่างไรก็ต้องเปิดกว้างแนวทางสำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิตามกฎหมายก่อน จึงทำให้ตอนนี้อาจยังไม่มีการวินิจฉัยชี้ขาดจากหน่วยงานเกี่ยวข้องในการยื่นเรื่องมายังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข และเนื่องด้วยวาระการปฏิบัติงานของคณะกรรมการฯ จะอยู่ในกรอบ 180 วัน นับจากวันที่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้ประชุมครั้งแรกไป จึงจะสิ้นสุดในวันที่ 20 มี.ค.2570 แต่ในทางปฏิบัติ คณะกรรมการก็อยากให้มีการดำเนินการยื่นเรื่องภายในเดือน ม.ค.2570 เพื่อจะได้มีเวลาพิจารณาก่อนจะครบ 180 วัน แต่กฎหมายก็ยังเปิดช่องเอาไว้อยู่ว่าถ้าหากว่าครบกำหนด 180 วันแล้วแต่ยังไม่ได้มีการดำเนินการให้แล้วเสร็จก็สามารถขยายต่อได้อีกสองครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน แต่ว่าโดยหมุดหมายสำคัญ คือ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขจะเร่งทำทุกอย่างให้เรียบร้อยภายในกรอบ 180 วัน เพื่ออำนวยความเป็นธรรมให้กับคนทุกฝ่ายและทำให้เป็นการปูทางไปสู่การสร้างสังคมสันติสุขต่อไป รองศาสตราจารย์ยุทธพรเปิดเผยอีกว่า ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีหนึ่งในคณะกรรมการฯ ได้ไปรายงานต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรงถึงความเห็นเบื้องต้นว่า กรณีคำร้องของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้ง 4 คดี ไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น ตนไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่งอาจจะเป็นข่าวลือข่าวปล่อยต่างๆ และต้องเรียนว่าไม่มีอะไรที่เป็นความจริงเลยแม้แต่ประการเดียว ทุกอย่างว่ากันในเรื่องของการเดินตามหลักกฎหมาย เดินตามเรื่องข้อมูล ข้อเท็จจริงและที่ประชุม ดังนั้น จึงไม่มีแน่นอนในบรรดาเรื่องของการมาบอกว่ามีการล็อบบี้กัน กดดันกัน หรือมีการทำความเห็นล่วงหน้า ตนขอยืนยันตรงนี้ว่าไม่มี เมื่อถามถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช. ได้มีการโพสต์ Facebook กล่าวถึงเรื่องคำร้องขอนิรโทษกรรมล้างมลทินของนายทักษิณ ชินวัตร ก็เพื่อเป็นการขอลบประวัติทะเบียนอาชญากรรมตามอำนาจกฎหมาย จึงอยากทราบว่าคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง จะมีอำนาจในการให้ความเห็นเรื่องนี้อย่างไรหรือไม่ รองศาสตราจารย์ยุทธพรกล่าวว่า ปกติแล้วในการลบทะเบียนประวัติอาชญากร จะปรากฏอยู่ในมาตรา 8 วรรคท้าย ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 อยู่แล้ว และเป็นหน้าที่ที่หน่วยงานเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีคำวินิจฉัยใดจากทางกรรมการ เพราะมาตรา 8 ของกฎหมายนี้ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า “บุคคลที่เคยถูกบันทึกประวัติ ให้ประวัตินั้นเป็นอันสิ้นสุดทันที และไม่สามารถจะไปใช้ยันในทางที่เป็นโทษได้ด้วย” ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.69 จึงหมายความว่านับแต่วันนั้น ประวัติของบุคคลต่างๆ ถือเป็นอันสิ้นผลทันที หลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น กองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็มีหน้าที่ต้องทำตามกฎหมาย โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีการวินิจฉัย หรือบุคคลต้องมาร้องต่อคณะกรรมการฯ ซึ่งตนได้เคยให้ความเห็นในที่ประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขไปแล้วตั้งแต่การประชุมเมื่อเดือน ก.ย.69 ว่า ให้มีมติเรียนแจ้งไปด้วย ซึ่งทางฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ก็ได้มีการเรียนแจ้งไปแล้วกับส่วนราชการต่างๆ ว่าให้ถือปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ จึงหมายความว่าในวันนี้จึงมีมติของคณะกรรมการฯ ที่เป็นหลังพิงให้กับทางหน่วยงานราชการ ในการที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้ว ดังนั้น อะไรที่เป็นไปตามกฎหมาย ส่วนราชการดำเนินการได้เลย รองศาสตราจารย์ยุทธพรเปิดเผยอีกว่า ในวันนี้ ยังไม่มีเรื่องพิจารณากลั่นกรองคำร้องขอนิรโทษกรรมล้างมลทินทั้ง 4 คดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่อย่างใด ส่วนกรณีที่คำร้องทั้ง 4 คดีของอดีตนายกฯนั้นยืนยันว่าเป็นผลพวงมาจากการรัฐประหาร ส่วนนี้จะเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายเลขานุการ ซึ่งก็คือสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) จะต้องเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐาน คำร้อง ข้อกฎหมายต่างๆ แล้วจึงจะมีการเสนอมาสู่คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ก่อนที่จะถูกส่งไปยังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือที่เป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ จึงทำให้ตอนนี้ไม่มีประเด็นเรื่องคำร้องของนายทักษิณ เข้าสู่ที่ประชุมของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องในตอนนี้ เมื่อถามถึงกระแสข่าวดีลแลกโหวตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปรากฏในกรณีที่ว่าหากคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีความเห็นชอบให้นิรโทษกรรมล้างมลทินทั้ง 4 คดีตามคำร้อง ก็จะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยลงมติไว้วางใจในศึกซักฟอกอภิปรายรัฐบาลนั้น รองศาสตราจารย์ยุทธพรกล่าวว่า ตนไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง หากจะมีการดีลเพื่อแลกโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่จำเป็นต้องเอาประเด็นนี้หรอก มันยังมีเหตุอื่นอีกมากที่จะทำให้เกิดการดีลในทางการเมืองได้ แล้วก็ในทางข้อเท็จจริง ตนยืนยันได้เลยว่าไม่มีประเด็นเรื่องเหล่านี้ที่มากดดันการทำงานของคณะกรรมการฯ และแม้จะมีกระแสข่าวว่าหากมีการนำเรื่องคำขอนิรโทษกรรมล้างมลทินของนายทักษิณเข้าไปเพื่อเรื่องของการดีลแลกโหวต อาจทำให้ข้าราชการถูกดำเนินคดีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ได้นั้น ตนยืนยันได้ว่าไม่มีความกดดัน เพราะเราทำตามกฎหมายและระเบียบ ปฏิบัติตามหลักการข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงมองว่าเป็นการดำเนินการโดยสุจริตอยู่แล้ว ซึ่งในกฎหมายนิรโทษกรรม มาตรา 6 ได้มีการกล่าวถึงหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการต่างๆ มันก็ชัดเจนแล้วว่าหากคณะกรรมการดำเนินการโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย จึงไม่มีความกังวล เพราะเราทำตามกฎหมายอยู่แล้ว รองศาสตราจารย์ยุทธพรกล่าวอีกว่า ส่วนการจะให้ความเห็นพิจารณากลั่นกรองเรื่องคำร้องของผู้ที่ยื่นขอนิรโทษกรรมล้างมลทิน จะมีการมองในเรื่องของข้อกฎหมาย และบริบทข้อเท็จจริง สถานการณ์ในตอนนั้นประกอบด้วยหรือไม่นั้น ตนยืนยันว่ามันต้องดูทั้งสองส่วน ซึ่งจะใช้วิธีการนี้วินิจฉัยในทุกกรณี ทั้งในแง่ของข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง ว่ามีการกระทำหรือพฤติการณ์อย่างไร ซึ่งจะบ่งชี้ได้ว่าเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 7 ของกฎหมายนิรโทษกรรมหรือไม่ เพราะในมาตรา 7 ได้มีการเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าต้องเป็นการกระทำที่มีเหตุมาจากการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมืองอันมีมูลเหตุหรือแรงจูงใจทางการเมือง ฉะนั้น ถ้าหากไม่มีมูลเหตุหรือแรงจูงใจทางการเมืองก็อาจจะไม่ได้ จึงทำให้ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม เราจะยึดหลักพิจารณาแบบนี้ เราไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้อยกเว้นที่ปรากฏในมาตรา 3 ทั้งนี้ กรณีหากมีการอ้างถึงผลพวงที่ได้รับ เกิดจากการปฏิวัติ จะสามารถนำมาพิจารณาได้ด้วยหรือไม่นั้น ส่วนนี้จะเป็นกรณีที่ตนต้องมีความเห็นวินิจฉัย จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นในทางสาธารณะได้ รองศาสตราจารย์ยุทธพรยังกล่าวถึงภาพรวมสถิติคดีผู้ชุมนุมทางการเมืองที่อยู่ในการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ว่า สำหรับสถิติเป็นประเด็นที่เป็นปัญหาที่เราต้องยอมรับ ตั้งแต่ในชั้นของการศึกษาแนวทางกฎหมาย จนถึงชั้นของการยกร่างกฎหมาย มันเป็นปัญหาตลอดในเรื่องของสถิติ เพราะก็มีหลายคนได้มาสอบถามตนตลอดว่าตกลงแล้วคดีที่จะเข้าข่ายตามกฎหมายฉบับนี้มีทั้งสิ้นกี่คดี ตัวเลขเป็นอย่างไรบ้าง ตนต้องบอกว่าตัวเลขที่เราได้รับจากหน่วยงานราชการต่างๆ มันไม่เคยตรงกันตั้งแต่ชั้นของการศึกษาจนมาถึงการยกร่างกฎหมาย หรือแม้กระทั่งในชั้นของการดำเนินการ และตนเคยได้พูดในที่ประชุมของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขไปแล้วว่าควรจะต้องมีการสอบทานตัวเลขจากหน่วยงานต่างๆ ให้ชัดเจนและตรงกันก่อน แม้จริงอยู่ว่ากฎหมายมันมีผลอัตโนมัติอยู่แล้ว ไม่ได้จำเป็นว่าคณะกรรมการจะต้องไปชี้ขาดในทุกกรณี แต่จะต้องชี้ขาดในกรณีที่ไม่มีความชัดเจน หรือมีการร้อง หรือได้รับการปฏิเสธจากหน่วยงานราชการ แต่เราก็ควรจะต้องมีข้อมูลอยู่พอสมควรว่าในเรื่องของการที่จะได้รับผลประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้จะมีทั้งสิ้นกี่กรณี ลักษณะทางคดีอย่างไรบ้าง ซึ่งทางฝ่ายเลขานุการอยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้งนี้ ส่วนที่ประชุมในวันนี้ที่มีการนำเข้าสู่วาระการประชุมประมาณ 3-4 เรื่องใหญ่นั้น ก็ค่อนข้างมีหลากหลายสีเสื้อ เพราะในช่วงของการชุมนุมตลอด 20 ปีที่ผ่านมามีหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของฝ่ายการเมืองหรือคนกลุ่มใดก็ตาม ซึ่งจำนวน 3-4 เรื่องนี้ก็มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่ยืนยันว่าไม่ถึง 100 คน ส่วนความเห็นวินิจฉัยในวันนี้ของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องก็มีหลากหลายความเห็น ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่บอกว่าท้ายที่สุดแล้วศาลได้มีคำพิพากษาแล้วก็ไม่ได้เป็นหน้าที่ที่จะต้องไปวินิจฉัยอีก หรือบางกรณีก็เป็นเรื่องที่จะส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ หรือบางกรณีก็บอกว่าจะส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาต่อไป รองศาสตราจารย์ยุทธพรกล่าวอีกว่า ภายหลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ตนคิดว่ากฎหมายฉบับนี้จะแก้ไขและยุติความขัดแย้งได้เลยนั้นมันคงเป็นไปไม่ได้ และปกติแล้วในเรื่องของการที่จะสร้างสังคมที่ปรองดองสมานฉันท์ มันไม่ได้เกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างเดียว แต่มันต้องอาศัยกลไกและกระบวนการต่างๆ ฉะนั้น กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของการจะสร้างความปรองดอง แต่ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่ปรองดองไปสู่อนาคต ซึ่งหลักการตรงนี้มันอยู่ตั้งแต่ในชั้นของการศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรม และเป็นหลักการที่สืบเนื่องมาจนถึงการยกร่างกฎหมาย ซึ่งการจะสร้างสังคมที่ปรองดองสมานฉันท์ ก็หมายความว่ากฎหมายอย่างเดียวไม่พอ เราจะเห็นได้ว่าในหน้าที่ของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จะต้องมีเรื่องของการสื่อสารสาธารณะไปสู่สังคม ซึ่งหลายคนอาจจะไปเข้าใจว่าหมายถึงการประชาสัมพันธ์หรือไม่ ตนก็ยืนยันว่าไม่ใช่ แต่การสื่อสารสาธารณะมันหมายถึงการที่เราจะต้องมีการเปิดพื้นที่ในการพูดคุย เปิดพื้นที่สาธารณะในการหารือกัน รับฟังซึ่งกันและกัน และท้ายที่สุดตรงนี้จะนำไปสู่บทบัญญัติอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นหน้าที่สุดท้ายของคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งก็คือการจัดทำรายงานเพื่อจะนำไปสู่การสร้างสังคมที่ปรองดองสมานฉันท์ต่อไปในอนาคต ส่วนการรับฟังความเห็นที่ยังตกหล่นอยู่นั้น ก็ต้องยอมรับว่ากฎหมายในวันนี้ยังครอบคลุมนิรโทษกรรมคนทุกกลุ่มไม่ได้ ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ แต่สิ่งเหล่านี้อาจจะไปปรากฏอยู่ในรายงานที่จะหยิบจับไปใช้ต่อไปในอนาคตได้ เพราะในอนาคตมันอาจจะมีประเด็นในเรื่องของการนิรโทษกรรมหรืออาจจะใช้ชื่ออื่นใด ก็จะต้องมีอะไรบ้างที่ยังต้องทำอีกนอกจากการสื่อสารสาธารณะหรือการเปิดรับฟังความคิดเห็น หรือจากการรวบรวมผลประโยชน์ที่ได้จากกฎหมายฉบับนี้ หรืออะไรที่ขาดตกบกพร่อง อนาคตจะได้รู้ว่าสังคมต้องเดินต่อไปอย่างไร แม้จะไม่ใช่การใช้มาตรการกฎหมาย แต่อาจเป็นเรื่องของการใช้มาตรการอื่น หรือกลไกอื่นในการช่วยขับเคลื่อน ก็จะเป็นผลที่ทำให้อนาคตเราจะเดินไปได้ ยกตัวอย่าง การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ถ้าหากเราย้อนไป 40-50 ปีที่แล้ว สังคมไทยมองเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องที่ทำให้คนแตกแยกบาดหมางเกิดความรุนแรงเข่นฆ่ากัน แต่วันนี้ตนพูดเรื่องนี้ไม่มีใครสนใจ และคนก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่เข้ายุคสมัยแล้ว ในอนาคตเช่นเดียวกัน ถ้าหากเราจะสร้างสังคมที่ปรองดองสมานฉันท์ มันก็ต้องอาศัยเวลา อาศัยกลไกทางกฎหมาย และกลไกอื่นที่ไม่ใช่กฎหมายด้วยเพื่อเดินหน้าต่อ อันนี้จะเป็นบทบัญญัติสุดท้ายในการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ ส่วนกรณีว่าคณะกรรมการฯ เคยมีการพูดคุยเชิงลึกถึงผลพวงการรัฐประหารในสมัยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. บ้างหรือไม่ เพราะว่ามีกลุ่มนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายรายที่ปัจจุบันยังคงไม่ทราบชะตากรรมหรือเป็นบุคคลสูญหายว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีผลอย่างไรต่อตัวเขาเองและครอบครัวหรือไม่นั้น รองศาสตราจารย์ยุทธพรกล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน เพราะว่าการประชุมของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ จะเป็นประเด็นของข้อกฎหมายและสำนวนคดีมากกว่า แต่ส่วนเรื่องที่จะพูดคุยตรงนั้นน่าจะอยู่ในที่ประชุมของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพราะมันมีบทบัญญัติที่ให้อำนาจคณะกรรมการหลายเรื่องที่จะไปสื่อสารสาธารณะ หรือไปรับฟังความคิดเห็น หรือไปพูดคุยหาแนวทางสร้างสังคมปรองดองสมานฉันท์ ส่วนในจำนวนคดีที่จะมีการยุติในระบบ หรือยุติคดีในชั้นการสอบสวน หรือสั่งจำหน่ายคดีออกจากระบบศาล หรือแม้กระทั่งจำนวนผู้ต้องขังที่จะได้ออกจากเรือนจำฯ เราจะทราบตัวเลขอย่างเป็นทางการในชั้นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธาน และเป็นสิ่งที่ตนเชื่อว่ากรรมการทุกคนก็อยากจะเห็น และสังคมเองก็อยากจะเห็นว่าตัวเลขชัดเจนเป็นอย่างไร ตนจึงอยากให้ทางฝ่ายเลขานุการได้จัดทำให้เรียบร้อย ซึ่งก็ทราบว่ามีมติไปแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการมอบหมายผู้แทนหรือฝ่ายกฎหมาย ยื่นคำร้องขอนิรโทษกรรมมายังคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องมาหรือไม่นั้น รองศาสตราจารย์ยุทธพรกล่าวว่า ยังไม่มีการยื่นคำร้องเข้ามาแต่อย่างใด และในตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับแจ้งถึงการนัดหมายประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่อง เป็นครั้งที่สองแต่อย่างใด ซึ่งตนจะทราบจากทางฝ่ายเลขานุการในภายหลัง รวมไปถึงวาระเรื่องในที่ประชุมก็จะไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าด้วย เพราะข้อมูลถือเป็นความลับ ซึ่งกรรมการจะเห็นข้อมูลได้จากการประชุมเท่านั้น และหลายเรื่องก็ไม่อนุญาตให้นำออกจากที่ประชุมด้วย ซึ่งจากนี้ฝ่ายเลขานุการจะเป็นผู้สรุปรวบรวมประเด็นและจัดทำวาระต่างๆ รองศาสตราจารย์ยุทธพรยังกล่าวว่า ส่วนกรณีหากคำร้องของผู้ยื่นขอนิรโทษกรรมล้างมลทินถูกตีตกหรือถูกวินิจฉัยความเห็นว่าไม่เข้าข่ายคดีชุมนุมทางการเมืองจะสามารถยื่นอุทธรณ์ได้อย่างไรนั้น ขอชี้แจงว่าในชั้นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องพิจารณา เราไม่สามารถตีตกคำร้องของผู้ยื่นได้อยู่แล้ว เพราะเราไม่มีอำนาจในการวินิจฉัย ซึ่งอำนาจในการวินิจฉัยจะเป็นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเป็นหลัก แต่ในชั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ จะมีอำนาจในการสรุป รวบรวมและเสนอความเห็นเบื้องต้นเข้าสู่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเพื่อวินิจฉัย หรือเพื่อดำเนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เช่น หากเป็นเรื่องของการร้องขอการล้างประวัติทะเบียนอาชญากร ซึ่งอันนี้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานต้องทำอยู่แล้ว ก็อาจไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอะไร แต่ถ้าหากเป็นเรื่องที่จะต้องมีการวินิจฉัย เรื่องนี้ก็จะต้องเข้าสู่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่ถ้าหากท้ายที่สุดแล้วคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้มีมติที่จะยกคำร้องของผู้ใด ผู้ที่มีสิทธิหรือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็ยังสามารถใช้สิทธิทางศาลได้ เพราะคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเป็นคำสั่งทางปกครอง ทำให้ผู้ร้องที่ถูกตีตกคำร้อง ยังสามารถไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้ และถึงแม้ว่าในกฎหมายจะระบุว่า ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเป็นที่สุด หลายท่านอาจจะเข้าใจว่ามันจบที่ตรงนี้หรือไม่สามารถไปต่อได้ ซึ่งคำว่าเป็นที่สุดตามกฎหมายฉบับนี้ คือเป็นที่สุดตามคำสั่งทางปกครอง จึงไม่สามารถไปอุทธรณ์ต่อกรรมการที่อยู่เหนือขึ้นไปได้ หรือไม่สามารถจะอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารได้ จึงเป็นเหตุที่ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถไปใช้สิทธิทางศาลปกครองได้ ส่วนในท้ายที่สุดแล้วจำนวนผู้ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรม จะไม่มีการตรากฤษฎีกา เพราะเป็นการได้โดยผลของกฎหมายฉบับนี้ จึงเป็นความแตกต่างที่ไม่เหมือนกฎหมายล้างมลทินที่จะต้องมีการตรากฤษฎีกาขึ้นมา หรือต้องมีการระบุรายชื่อบุคคล หรือมีการกำหนดต่างๆ ตนยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมายล้างมลทินแต่เป็นกฎหมายนิรโทษกรรมที่ทำให้เกิดการที่จะล้างประวัติ ทั้งนี้ หากผู้ที่ยื่นคำร้องขอนิรโทษกรรมแล้วถูกตีตกคำร้อง ท่านสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันที นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้รับรายงานเพิ่มเติมภายในที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องพิจารณา ว่า สำหรับสาเหตุที่คำร้องนิรโทษกรรมทั้ง 4 คดีเพื่อล้างมลทินของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ถูกนำเข้าที่ประชุมในวันนี้ เ นื่องจากไม่มีการส่งนำเสนอเข้ามาเป็นวาระการประชุม เพราะว่าคำร้องของนายทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นการยื่นตรงไปยังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จึงทำให้อาจไม่ต้องผ่านการมีความเห็นเบื้องต้น หรือการวินิจฉัยโดยคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเพื่อพิจารณา ซึ่งวันนี้วาระการประชุมคดีชุมนุมทางการเมืองถูกนำเสนอเข้าที่ประชุมเพียง 5 เรื่อง รวมจำนวน 7 ราย ซึ่ง 2 ใน 7 ราย นี้เป็นคดีพิเศษที่อยู่ในชั้นของดีเอสไอ คือ คดีม็อบ กปปส. ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุวรรณ เนื่องจากพบว่าพฤติการณ์ทางคดีเข้าหลักเกณฑ์คดีชุมนุมทางการเมือง จึงมีความเห็นให้นิรโทษกรรม โดยสั่งยุติการสอบสวนในชั้นของดีเอสไอ

QUOTE · 引述
รศ.ยุทธพร เผยพิจารณาคดีใหญ่ 3-4 เรื่อง 4 คดีของทักษิณ ยันชัด กรณีกระแสข่าวดีลนิรโทษกรรมแลกโหวตศึกซักฟอกเป็นข่าวลือข่าวปล