มุนินทร์ ชี้ ความรู้ในห้องเป็นเพียงเศษเสี้ยว องค์ความรู้มากมาย ย้ำเข้าเรียนสม่ำเสมอ แต่ขาดความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ นับว่าเสียเปล่าทางการศึกษา เมื่อวันที่ 5 พฤสจิกายน 2569 รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับ ดราม่า อาจารย์พิเศษ หลักสูตร LL.B. (หลักสูตรนานาชาติ) ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกคลาส เนื่องจากผู้เข้ามาเรียนน้อย โดยระบุว่า “สมัยเรียนปริญญาตรี ผมเป็นคนชอบเข้าฟังอาจารย์บรรยายมาก เพราะรู้สึกว่าตัวเองสามารถโฟกัสกับคำบรรยายของอาจารย์ได้มากกว่าการอ่านหนังสือเอง เลยตื่นแต่ตีห้าเพื่อนั่งรถเมล์จากบ้านแถวมีนบุรีไปท่าพระจันทร์เพื่อเข้าเรียนเกือบทุกวัน ย้อนคิดว่า ถ้าตอนนัั้นอาจารย์งดบรรยายเพียงเพราะนักศึกษามาเรียนไม่ถึงครึ่งห้อง ผมคงต้องผิดหวังและเสียใจมากเพราะอาจารย์คงต้องงดบรรยายเกือบทุกวันเป็นแน่ สมัยจบใหม่ๆ ไปทำงานที่สำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่ง ได้พบกับ รุ่นพี่ที่จบจากสถาบันเดียวกัน รู้สึกประทับใจในความมีหัวกฎหมายของรุ่นพี่คนนี้มาก เขามีความรอบรู้และมีความสามารถในการให้เหตุผลทางกฎหมายที่เฉียบคม เลยคาดเดาเอาเองว่าเขาจะต้องจบปริญญาตรีมาด้วยคะแนนเฉลี่ยสูงๆ และจะต้องเข้าเรียนสม่ำเสมอ แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อทราบว่าเขาจบด้วยคะแนนเฉลี่ยเพียง 60 กว่า (จากคะแนนเต็ม 100) และ แทบจะไม่ได้เข้าเรียนเลย เพราะเหตุที่สูญเสียเสาหลักของครอบครัวไปตั้งแต่เด็ก ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพช่วงกลางวันเกือบทุกวัน ผมมาย้อนคิดดูว่าโชคดีที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองก่อตั้งขึ้นมาเพื่อให้คนที่มีข้อจำกัดในชีวิตอย่างรุ่นพี่คนนี้ได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ตามอัธยาศัย และสอดคล้องกับเงื่อนไขของการดำรงชีวิตของตนเอง ลองคิดดูว่าหากไม่มีมหาวิทยาลัยเปิด หรือมหาวิทยาลัยปิดที่มีวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบนี้ คงจะมีเด็กจำนวนมากในสังคมไทยที่ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง และสังคมไทยคงเสียโอกาสที่จะได้คนที่มีคุณภาพมาช่วยพัฒนาประเทศเป็นจำนวนมาก เมื่อเข้ามาทำงานเป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าใจหัวอกคนเป็นครูอาจารย์เป็นอย่างดีว่าอยากให้นักศึกษามาฟังคำบรรยายอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็คุ้นเคยและยอมรับกับวัฒนธรรมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของสถาบันการศึกษากฎหมายแห่งนี้ การเรียนรู้ในห้องเรียนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้เพื่อบ่มเพาะให้เป็นนักกฎหมายที่เก่งและดี เชื่อเสมอว่าการเข้าเรียนอาจจะทำให้นักศึกษาได้เปิดมุมมองใหม่ๆ และได้รับแรงบันดาลใจที่ตำราเรียนให้ไม่ได้ แต่ ความรู้ในห้องเรียนเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งขององค์ความรู้มีอยู่มากมายมหาศาลอยู่นอกห้องเรียน และสิ่งสำคัญไม่แพ้การสั่งสมความรู้ในทางวิชาการ คือ การที่นักกฎหมายต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากห้องเรียน แต่เกิดจากการลงมือทำผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมในและนอกมหาวิทยาลัยที่มีอยู่มากมายและหลากหลาย ผมเชื่อว่าหากนักศึกษาเข้าเรียนสม่ำเสมอหรือจบด้วยคะแนนสูงๆ แต่ไม่เข้าใจและมีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ ก็นับว่าเป็นความเสียเปล่าทางการศึกษา และไม่น่าที่จะช่วยพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาได้”
มุนินทร์ ชี้ ความรู้ในห้องเป็นเพียงเศษเสี้ยว องค์ความรู้มากมาย ย้ำเข้าเรียนสม่ำเสมอ แต่ขาดความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ น






コメント