เปิดใจแกนนำกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ชี้แผลใหญ่สะเทือนศรษฐกิจไทย หากวันหนึ่งต้องไร้แรงงานพม่าในภาคการผลิต พร้อมฉายภาพมรสุม “ศูนย์ CI-รีดภาษี 25%” ที่กำลังขูดรีดทั้งคนทำงานและนายจ้างไทย เสนอทางออกในการดึงระบบกลับมาขึ้นทะเบียนในไทยเบ็ดเสร็จ ก่อนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทยจะสะดุด ประเด็นแรงงานข้ามชาติกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลัง นายวีระ แสงทอง แกนนำกลุ่มแรงงานข้ามชาติ Bright Future ไปยื่นหนังสือหน้าอาคาร UN เมื่อวันที 1 พ.ย. 2569 เรียกร้องให้ยกเลิกกระบวนการผ่านศูนย์ CI ของเมียนมา และกลับมาใช้ระบบบัตรสีชมพูยืนยันตัวตน ก่อนเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งทำร้ายร่างกายโดยกลุ่ม ศปปส. ซึ่งต่อมานายวีระได้เข้าแจ้งความที่ สน.นางเลิ้ง และได้เข้าร้องเรียนกับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2569 โดย กสม. ระบุว่าเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงดังกล่าวเป็นการสร้างบรรยากาศความหวาดกลัว ความเกลียดชัง และการปิดปากผู้ใช้แรงงานข้ามชาติในประเทศไทย อันมีลักษณะเข้าข่ายเป็นการละเมิดต่อสิทธิในการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล ท่ามกลางสถานการณ์นี้ ประชาชาติธุรกิจ คุยกับ นายวีระ แสงทอง เพื่อเจาะลึกสถานการณ์แรงงานข้ามชาติ วิกฤตศูนย์ CI นโยบายรัฐบาลทหารเมียนมา และข้อเสนอเพื่อทางออกของภาคแรงงานเมียนมาที่เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หากแรงงานพม่ากลับประเทศทั้งหมด เศรษฐกิจไทยจะสะดุด เมื่อฉายภาพถึงสถานการณ์หากแรงงานเมียนมาต้องเดินทางกลับประเทศทั้งหมด นายวีระสะท้อนมุมมองไว้อย่างชัดเจนว่า “ถ้าแรงงานทุกคนกลับประเทศกันหมด ก็เหมือนม้าที่กำลังแข่งอยู่แล้วทรุดลงไปเลย ธุรกิจและเศรษฐกิจจะพังพินาศ จะไปต่อไม่เป็น เพราะแรงงานต่างชาติหลักของประเทศไทยคือแรงงานพม่า ถ้าแรงงานพม่าไม่อยู่ ประเทศไทยจะชะงักไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง” ปัจจุบัน แรงงานเมียนมาส่วนใหญ่เป็นกรรมกรทำงานในโรงงาน ทำประมง แกะกุ้ง และลูกจ้างขายของหน้าร้าน ซึ่งเป็นงานที่คนไทยไม่ทำ หรือหากคนไทยทำก็มักเลือกไปทำงานต่างประเทศที่ได้รายได้สูงกว่า เช่น อิสราเอลหรือเกาหลี ความสัมพันธ์นี้จึงเปรียบเสมือน “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” ที่แรงงานหนีสงครามมาพึ่งพิงแผ่นดินไทย และประเทศไทยก็มีความต้องการแรงงานเข้ามาตอบโจทย์ภาคการผลิตพอดี นายวีระเน้นย้ำถึงความเปราะบางของภาคธุรกิจว่า อย่าว่าแต่ขาดเลย หากแรงงานนัดหยุดงานแค่วันเดียวก็สะเทือนทั้งประเทศแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก แรงงานทุกคนอยากทำงานในประเทศไทยและพร้อมเสียภาษีให้รัฐบาลไทย ขณะที่นายจ้างพึงพอใจเพราะแรงงานมีความอดทน สั่งงานอะไรก็ทำ ไม่ค่อยมีข้อแม้หรือหาเรื่องบ่นหยุดงาน เม็ดเงินจากแรงงานหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก นอกจากภาคการผลิต แรงงานเมียนมายังเป็นกำลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการบริโภคประจำวัน “แรงงานพม่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยังมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะค่าเช่าห้องพัก อย่างต่ำสุดก็อยู่ที่เดือนละ 2,500 – 3,000 บาท เช่น ห้องเช่าในเครือเจริญสินหรือเจริญสินเอสเตท ลูกค้าหลักของเขาก็คือแรงงานพม่า เม็ดเงินเหล่านี้หมุนเวียนมหาศาล” มรสุมศูนย์ CI นโยบายขูดรีด และวงจรอุบาทว์ นายวีระชี้ว่า นโยบายจากผู้นำพม่าสร้างได้ปัญหาให้ไทยมานานกว่า 70 ปี ทั้งยาเสพติด สแกมเมอร์ ขบวนการค้ามนุษย์ และการค้าอาวุธ แต่วิกฤตครั้งนี้หนักหน่วงยิ่งขึ้นจากนโยบายผ่านศูนย์ CI ของรัฐบาลทหารพม่า ที่มีการเรียกเก็บภาษี 2% และบังคับโอนเงินกลับบ้าน 25% ภาระค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูง: ภาษี 2% จากฐานเงินเดือน 7,500 บาท คิดเป็น 150 บาทต่อเดือน (3,600 บาทต่อการต่ออายุ 2 ปี) แต่เมื่อผ่านศูนย์บริการหรือนายหน้า ราคาพุ่งไปถึง 6,500 บาท ก่อนหน้านั้นยังต้องผ่านนายหน้าเถื่อนอีก 2–3 ทอด ถูกหักหัวคิวคนละ 2,000–3,000 บาท นโยบายบังคับโอนเงิน 25%: ผ่านระบบ Family Remittance Management System (FRMS) ของธนาคารเผด็จการทหารมิน อ่อง หล่าย ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนย่ำแย่และไร้หลักประกันว่าเงินจะถึงมือครอบครัวจริง เบ็ดเสร็จภาระต่อคน: เมื่อรวมค่าธรรมเนียม CI, ภาษี 2%, เงินบังคับโอน 25%, สมาร์ตการ์ด, วีซ่า และค่าสมัครงานกับนายหน้าฝั่งไทย (เช่น ในพื้นที่ชลบุรีอีก 5,500–10,000 บาท) แรงงานต้องแบกรับภาระสูงถึง คนละประมาณ 30,000 บาท “แรงงานไม่ได้มีเงินจ่ายไหวทุกคน บางคนต้องตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ กลายไปเป็นนายหน้าต่อ หรือไม่ก็หลบหนีจนกลายเป็นแรงงานนอกระบบ ซึ่งกระทบต่อความมั่นคง หากแรงงานปฏิเสธไม่ทำ CI ทั้งประเทศ ตัวแรงงานเองจะเสียหาย แรงงานจะกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ประเทศไทยก็จะขาดแคลนแรงงาน ทั้งที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยเพราะเรามีแรงงานรองรับ หากหมดแรงงานกลุ่มนี้ การลงทุนจากต่างประเทศก็จะสะดุด” ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ภัยคุกคามจากศูนย์ CI และการเกณฑ์ทหาร “เงินที่ได้จากศูนย์ CI รัฐบาลทหารมิน อ่อง หล่าย นำไปซื้ออาวุธเพื่อสังหารประชาชนมานานเกือบ 6 ปีแล้ว คนพม่าส่วนใหญ่จึงหนีการเกณฑ์ทหารเข้ามาอยู่ในไทย แต่เผด็จการก็พยายามไล่ต้อนกลับ การทำ CI มีความเสี่ยงเพราะข้อมูลส่วนตัวและที่อยู่ทั้งหมดจะตกไปอยู่ในมือของรัฐบาลทหาร เมื่อเขามีข้อมูล เขาก็จะไปบีบบังคับขูดรีดครอบครัวที่อยู่ทางบ้าน หากไม่มีคนไปเกณฑ์ทหารก็จะเรียกเงินเป็นแสน หากบ้านไหนไม่มีผู้ชาย ไม่มีเงิน เขาก็จะจับผู้หญิงไป บางคนอาจกลับมาเป็นศพ แรงงานในไทยจึงไม่มีใครอยากจ่ายเงินหรือส่งภาษีให้มิน อ่อง หล่าย สำหรับพวกเราประเทศพม่าในสภาพเดิมมันไม่มีแล้ว และเราไม่เคยยอมรับมิน อ่อง หล่าย เป็นผู้นำ จึงอยากวิงวอนให้รัฐบาลไทยเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานในฝั่งไทยเพียงฝั่งเดียว และยุติการพึ่งพาขั้นตอน CI ไปก่อน จนกว่าพม่าจะมีรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตย” นายวีระ ระบุเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เปิดศูนย์ CI มา ทั้ง 5 ศูนย์แทบไม่มีแรงงานเข้าไปทำเลย การดำเนินการนี้ไม่ได้ขูดรีดแค่แรงงานพม่า แต่ยังขูดรีดนายจ้างไทยที่ต้องออกค่าใช้จ่ายและทำเรื่องเอกสารให้ ทั้งที่เงินเหล่านี้ไม่ควรไหลออกไปหารัฐบาลทหารพม่า แต่ควรหมุนเวียนในประเทศไทย ทบทวนศูนย์ CI และจัดทำระบบลงทะเบียนเบ็ดเสร็จในไทย นายวีระ สนับสนุนข้อเสนอให้รัฐบาลไทยทบทวนการพึ่งพาศูนย์ CI แล้วจัดทำระบบลงทะเบียนและพิสูจน์อัตลักษณ์เอง เนื่องจากประเทศไทยมีระบบเก็บอัตลักษณ์ที่ดีที่สุด “ประเทศไทยทำระบบเก็บอัตลักษณ์ได้ดีที่สุดและยอดเยี่ยมอยู่แล้ว การใช้บัตรสีชมพูใบเดียวก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยทำมาตั้งแต่สมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ เมื่อ 20 กว่าปีก่อน บัตรใบเดียวเป็นทั้งบัตรประจำตัวและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) แบบ 2 in 1 เงินทุกบาททุกสตางค์ก็เข้าสู่รัฐบาลไทย แรงงานทุกคนเห็นด้วยและพร้อมที่จะจ่ายเงินให้รัฐบาลไทยอยู่แล้ว… การทำ CI เป็นเพียงการให้รัฐบาลทหารรับรองว่าบุคคลนั้นเป็นพลเมืองของเขา ทั้งที่ประชาชนพม่าไม่ได้ยอมรับว่าเขาคือรัฐบาล มันย้อนแย้งกัน แรงงานพยายามบอกว่าพวกเขาไม่ใช่คนของมิน อ่อง หล่าย จึงอยากให้รัฐบาลไทยทบทวน เปิดระบบลงทะเบียนทำบัตรใหม่โดยเร็วที่สุด เพราะยิ่งช้า แรงงานก็จะยิ่งหลุดออกจากระบบกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย” หากแก้ไขระเบียบได้เขาเสนอ 3 ข้อเร่งด่วน ดังนี้ ยกเลิกกระบวนการผ่านศูนย์ CI จัดทำบัตรสีชมพูควบคู่กับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ในบัตรเดียว ผลักดันแรงงานเข้าสู่ระบบประกันสังคม แทนการบังคับซื้อประกันสุขภาพ เพื่อให้เงินเข้าสู่กองทุนของรัฐบาลอย่างถูกต้อง คลื่นรุ่นใหม่และแรงงานทักษะสูง “แจ็กพอต” ของเศรษฐกิจไทย ในมิติของแรงงานรุ่นใหม่ หรือกลุ่ม Gen Z ที่หนีภัยการเมืองและการเกณฑ์ทหารเข้ามา นายวีระมองว่ากลุ่มนี้มีจุดเด่นด้านทักษะและความรู้ภาษาต่างประเทศ ซึ่งสามารถช่วยผลักดันประเทศไทยในหลายภาคส่วน “กลุ่มคนรุ่นใหม่นี้มีจุดเด่นตรงที่มีทักษะและรู้ภาษาต่างประเทศ ซึ่งสามารถช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวหน้าได้ในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะงานที่ต้องอาศัยการสื่อสารกับชาวต่างชาติ ภาครัฐและภาคธุรกิจไทยจึงควรดึงศักยภาพของคนกลุ่มนี้มาใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้คุ้มค่า… การที่คนกลุ่มนี้ (รวมถึงแรงงานทักษะสูงด้านไอที การตลาด กราฟิก) เข้ามาทำงานในไทยถือเป็นแจ็กพอตของประเทศไทย ที่ได้คนมีความรู้ความสามารถเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน คนพม่าที่เข้ามาก็ควรเรียนรู้ภาษาไทยและซึมซับวัฒนธรรมไทยด้วย เพื่อให้เข้าใจวิถีชีวิต เข้าใจบริบท และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น” อุปสรรคสวัสดิการ สิทธิการรักษา และการศึกษาของบุตรหลานแรงงาน ในประเด็นการเข้าถึงสิทธิประกันสังคมและการรักษาพยาบาล ยังคงมีอุปสรรคเรื่องความเข้าใจและขั้นตอนการสื่อสาร เช่น เมื่อแรงงานถือบัตรประกันสังคมไปโรงพยาบาลแต่ระบบแจ้งว่าใช้ไม่ได้ แรงงานไม่เข้าใจนึกว่าตนเองไม่มีสิทธิ์จึงยอมจ่ายเงินสด ทั้งที่เลขประจำตัวประกันสังคมอาจผูกกับบัตรสีชมพูแล้วแต่ไม่มีใครแนะนำให้ตรวจสอบสิทธิ์ นายจ้างจึงควรเข้ามาช่วยดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด สำหรับการศึกษาของลูกหลานแรงงาน นายวีระได้กล่าวขอบคุณประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติได้เรียนหนังสือและเรียนภาษาไทยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น การศึกษานอกระบบ (กศน.) โดยระบุว่าตนเองก็เป็นศิษย์เก่า กศน.ปทุมคงคา “การไปอยู่ประเทศไหนก็ต้องเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของประเทศนั้น ซึ่งต้องขอบคุณประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติได้เรียนหนังสือและเรียนภาษาไทยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น การศึกษานอกระบบ (กศน.) ตัวผมเองก็เป็นศิษย์เก่า กศน. ปทุมคงคา ที่สามารถอ่านออกเขียนได้ทุกวันนี้ก็เพราะ กศน. ซึ่งเป็นสิ่งตัวเองยกย่องและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เมื่อลูกหลานแรงงานรู้ภาษาและเข้าใจวัฒนธรรมไทย การอยู่ร่วมกันในสังคมก็จะมีความราบรื่น สบายใจ และเด็กเหล่านี้จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต” มองแรงงานเมียนมาตามหลักสิทธิมนุษยชน นายวีระได้ฝากข้อคิดทิ้งท้ายถึงสังคมและภาคธุรกิจไทยว่า แรงงานทุกคนมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำงานอย่างเต็มที่และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นในทุกวัน “อยากให้นายจ้างมองแรงงานตามหลักสิทธิมนุษยชน มองในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ทุกวันนี้นายจ้างส่วนใหญ่ดูแลและปฏิบัติต่อแรงงานดีมาก แม้จะมีส่วนน้อยที่มีการเอารัดเอาเปรียบอยู่บ้าง แต่นายจ้างส่วนใหญ่เป็นคนใจดี และอยากให้รักษาความสัมพันธ์ที่ดีแบบนี้ร่วมกันตลอดไป” อ่านข่าวต้นฉบับ: คุยกับ ‘วีระ แสงทอง’ แกนนำแรงงานเมียนมา ผ่าวิกฤตศูนย์ CI – รีดภาษี 25% วอนรัฐไทยปลดล็อกระบบ
เปิดใจแกนนำกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ชี้แผลใหญ่สะเทือนศรษฐกิจไทย หากวันหนึ่งต้องไร้แรงงานพม่าในภาคการผลิต พร้อมฉายภาพมรสุม 







Comments